ตอนที่ ๖

                  คนที่แตกต่างกัน จะเดินไปด้วยกันได้ ไม่ใช่แค่การใช้เวลาร่วมกัน แต่มันหมายถึงต้องเข้าใจว่าระหว่างทางที่เดินไปด้วยกันนั้น...มีระยะห่าง

“อืม สรุปว่ายังไงก็ห้ามเลี้ยงสินะครับ” อัคนิรุทรกำลังตั้งคำถามกับผู้ชายที่กำลังใช้ช้อนส้อมเขี่ยข้าวในจานที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา นี่เป็นมื้อเย็นหนึ่งในหลายๆมื้อของช่วงวันทำงานที่ทุกอย่างก็ยังคง ‘เรียบง่าย’ เหมือนเดิม แม้วันหยุดอีกฝ่ายพอจะตามใจเขา ยอมไปทานในร้านที่เขาเลือก แต่ครั้นพอวันจันทร์ถึงศุกร์ รวมถึงวันเข้าเวรทุกวัน มันคือวันของคุณหมอทวิชชัดๆ

                ไม่มีห้างสรรพสินค้า มีร้านราคาแพงหรูหรา ไม่มีกระทั่ง...เครื่องปรับอากาศ

“ถูกต้องแล้วนี่” ฝ่ายที่เป็นปัญหาตอบ ในมือยังคงเขี่ยอาหารไปมา ส่วนสายตานั้นมองอีกฝ่ายสลับกับมองผู้คนที่เดินผ่านโต๊ะอาหาร

                วันนี้ทวิชเลิกงานเร็ว และแน่นอนว่าอัคนิรุทรก็ไม่พลาดที่จะถือโอกาสนี้ชวนเขามาทานอาหารเย็น  และก็เช่นที่อัคนิรุทรประสบมาโดยตลอด ทวิชเลือกร้านอาหารตามสั่งข้างทาง ซึ่งใกล้โรงพยาบาลและแน่นอนว่า ทั้งรสชาติและราคาสมเหตุสมผล

                หมายถึง...สมเหตุสมผลแบบทวิชน่ะนะ

“ขนาดอาหารข้างทางยังไม่ให้เลี้ยง คราหน้าผมมิต้องพาคุณไปร้านขายน้ำแข็งใสถ้วยละสิบบาทแทนหรือไง” บ่นกระปอดกระแปดต่อไป ด้วยความเคยชินว่าไม่ว่าจะอยู่กับกลุ่มเพื่อนหรือกับอดีตแฟนสาว เขาก็มักจะเป็นเจ้ามือ หรือไม่ก็เป็นคนที่จ่ายหนักที่สุดในกลุ่มมาตลอด เพิ่งจะมีทวิชเป็นคนแรกที่เขาต้องมาวุ่นวายใจกับเรื่องนี้ แรกทีก็คิดว่าเพราะเขาชอบเลือกร้านแพงๆ อีกฝ่ายเลยเกรงใจ แต่มันไม่ใช่เลย ต่อให้ซื้ออะไรหรือเข้าร้านไหน มันก็ไม่ได้ต่างกันเลย

                เสาร์ที่แล้วก็นึกว่าจะยอมให้เลี้ยงน้ำผลไม้ แต่กลับกลายเป็นว่า...หารครึ่งโดยตลอดทริป

“สิบบาท ก็หารคนละห้าบาท” ทวิชตอบด้วยท่าทีเฉยเมยแต่ก็ยังส่งยิ้มมาให้ ว่ากันตามตรง เขารู้สึกแปลกใจที่เด็กหนุ่มเอาจริงเอาจังกับการแย่งเป็นคนจ่ายเงินขนาดนี้

“อะไรกันเล่า!” โวยขึ้นมาเล็กน้อย “ทวิชจะไม่ยอมแพ้ผมเลยสินะ เฮ่อ” แสร้งถอนหายใจยาว

                ทว่า คราวนี้ชายหนุ่มกลับวางส้อมในมือ เขารวบช้อนและมองไปที่คู่สนทนาของเขาอย่างจริงจัง ดูเหมือนระหว่างกัน ยังมีทัศนคติที่ต้องทำความเข้าใจอีกเยอะ

“คุณอัคนิรุทร คุณทำงานพิเศษหรือเปล่า” ชายหนุ่มถาม

“เปล่า เงินพออยู่แล้ว ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนี่นา” แน่นอนว่าเด็กหนุ่มก็ตอบตามความจริง ครอบครัวของเขาร่ำรวย และตั้งแต่เล็กจนโตก็ไม่มีใครเคยสั่งให้เขาทำงานเลยสักคน อย่าว่าแต่งานพิเศษเลย งานบ้านยังไม่เคยทำ ที่ยอมล้างจานกับเตรีมอาหารให้ทวิชนั่นน่ะ พิเศษที่สุดเท่าที่เขาเคยทำให้ใครแล้วนะ!

“งั้นคุณได้เงินมาจากไหนล่ะ” เป็นคำถามง่ายๆที่ทำให้คู่สนทนาเลิกความคิดฟุ้งซ่านได้ไม่ยาก

“คุณพ่อคุณแม่ให้เบี้ยเลี้ยงไงครับ” พูดถึงตรงนี้ เหมือนอัคนิรุทรจะนึกอะไรขึ้นได้ เขาเองก็ไม่ใช่คนโง่ ดังนั้นแค่สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการสื่อเขาย่อมจะเข้าใจดี “หรือว่า คุณติดใจว่าเงินที่ผมใช้ ไม่ใช่เงินของผม”

                ไม่ใช่ที่พฤติกรรม แต่เป็น...เงิน

“ควรพูดว่า ไม่ใช่เงินที่คุณทำมาหาได้น่ะ” ยิ้มให้อย่างเอ็นดู พลางคิดว่าอีกฝ่ายช่างเป็นเด็กหนุ่มที่หัวดีใช้ได้เลยทีเดียว ไม่ใช่แค่ที่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่ทั้งสัญชาตญาณและความคิดถือว่าเฉียบแหลม “ไม่ใช่ทุกคนที่โชคดีมีเงินทองใช้ได้ไม่ขาดมือตลอดหรอกนะ คุณอัคนิรุทร”

“ผมเข้าใจที่ทวิชพูดนะ” เข้าใจ แต่ว่าคำว่าเข้าใจย่อมไม่ได้หมายถึงการเห็นไปในทางเดียวกันทั้งหมด “แต่ในเมื่อเงินที่อยู่กับผม ผมใช้จ่ายไม่เกินกำลังของผม ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ได้ฟุ่มเฟือยเกินกว่าที่ตนเองจะรับภาระไหว ทำไมถึงจะถูกมองว่าไม่ถูกต้องล่ะ” เพราะในสายตาของเขา การใช้เงินที่ผิดก็คือการใช้เงินที่ทำให้ใครสักคนเดือดร้อน แต่ตราบใดที่ไม่มี แค่การจ่ายค่าอาหารสักมื้อให้คนพิเศษ มันไม่ใช่เรื่องที่น่าจะมีปัญหาเลย

“นั่นเพราะคุณมองในมุมมองของคุณไงล่ะ” ชายหนุ่มหัวเราะเบา และชี้นิ้วชี้ไปที่อีกฝ่าย “ส่วนมุมมองของฉันคือ ฉันที่เป็นผู้ใหญ่กว่า และมีเงินที่ตัวเองทำมาหาได้ จะไปเบียดเบียนเงินพ่อแม่คุณได้ยังไงกัน ที่สำคัญ...”

“ที่สำคัญ?” ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้คู่สนทนามากขึ้น เสียงรถราที่วิ่งขวักไขว่ไปมาอาจทำให้เขาพลาดประโยคสำคัญที่สุดไปโดยไม่ตั้งใจ แน่นอน เขาไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น

“ฉันไม่ชินกับการให้ใครมาเลี้ยงดูนักหรอกนะ” ทวิชตอบ น้ำเสียงนั้นฟังดูจริงจัง เช่นเดียวกับที่ทำให้รู้สึกว่าต้องคิดพิจารณาไตร่ตรอง

                ยามนี้ที่อัคนิรุทรยิ่งต้องคิดให้หนัก เขามองดวงตาสีดำสนิทของอีกฝ่าย ก่อนจะทบทวนเรื่องราวในสมองของตนเอง คำพูดของทวิชไม่เคยตรงไปตรงมา ไม่สิ มันตรงไปตรงมา แต่ดันชอบมีนัยที่ไม่ตรงไปตรงมาซ่อนอยู่ทุกที คราวนี้ก็เช่นกัน เขารู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกมทายใจอยู่อย่างไรอย่างนั้น

                คุณหมอหนุ่มรูปงามจอมเอาแต่ใจคนหนึ่ง ยอมมาคบหาเป็นเพื่อนกับตัวเขา...ลูกคุณหนูผู้ร่ำรวยมีชื่อเสียง แต่ก็ดันมีชื่อเสียว่าเป็นเพลย์บอยเอาแต่ใจ....

“ทวิชกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าทวิชคบหากับผมเพราะเงินทองสินะ” นั่นคือข้อสรุป

“ใกล้เคียง” ยิ้มให้อีกครั้งพร้อมกับพยักหน้า รู้สึกว่าตนเองคิดไม่ผิดที่นึกชมว่าอัคนิรุทรช่างเป็นเด็กหนุ่มที่หัวดีนัก

“มันก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องค่าอาหารอยู่ดี เพราะไม่ว่าเราจะหารกัน ทวิชเลี้ยงผม หรือผมออกให้ คนนอกก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี” ใช่ ใครจะไปรู้ว่านายแพทย์ทวิชจะเป็นคนดื้อดึงเอาแต่ใจ และหยิ่งในเงินในกระเป๋าตนเองถึงขนาดนี้กันเล่า “ที่พวกเขารู้ ก็คือผมไปหาทวิช ทุกเช้าทุกเย็น ซึ่งถ้าจะมีใครคิดไม่ดี ก็น่าจะคิดตั้งแต่ตรงนั้นแล้ว”

                ไปหาทุกเช้าทุกเย็นที่ทำงาน ไปหาที่บ้านทุกวันหยุด ไปไหนมาไหนด้วยกันจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่นั่นไม่ได้หมายถึงพวกเขาคิดจะคบหากันเกินเพื่อนในตอนนี้เสียหน่อย อย่างที่ตัวเขา อย่างที่ตัวอัคนิรุทรบอกในตอนแรกว่าอยากเป็นเพื่อน      

                นั่นไม่ใช่เพียงข้ออ้าง...แต่เป็นความจริงใจ

“คนอื่นว่ายังไงฉันไม่สนใจหรอก” คุณหมอหนุ่มเอ่ยปากในสิ่งที่ประดุจคำเฉลยของปริศนา

“เอ๋?”

“สิ่งที่ฉันสนใจคือตัวฉันเอง ตราบที่ตัวฉันรู้ว่าตัวเองทำอะไร ฉันก็พอใจแล้ว” ไม่เกี่ยวกับว่าคนภายนอกมองอย่างไร แต่สำคัญคือตัวเราทำอะไร เป็นอะไรต่างหาก คนอื่นอาจมีสิทธิมองว่าไม่ดีที่ตัวเขาคบหาเป็นเพื่อนกับคุณชายอัคนิรุทร หรืออาจมีข่าวเล่าลือจนเกินงาม แต่นั่น...ไม่สำคัญหรอก

                ตั้งแต่วันแรกที่ยอมเป็นเพื่อนกับอัคนิรุทร เขาก็คิดไว้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง การจะมาหนีความจริงหรือปฏิเสธเอาป่านนี้ ดูจะเป็นการคิดอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลและโง่เขลาเป็นที่สุด

“ยอมแพ้!” คราวนี้เป็นฝ่ายเด็กหนุ่มที่พูดขึ้นพร้อมกับทำท่ายกมือสองข้างเป็นเชิงล้อเลียน “วิธีคิดอุดมคติแบบนี้จะเอาอะไรไปเถียงล่ะ” ใช่ เพราะว่ามันไม่มีเหตุผลภายนอกมาเป็นตัวแปรตั้งแต่ต้นแล้ว เป็นแค่เรื่องของความพอใจล้วนๆ

“ถ้าเข้าใจก็จะได้ไม่ต้องเถียงกันต่อในอนาคตไงล่ะ” ว่าพลางหยิบน้ำขึ้นดื่ม เพราะถ้าเข้าใจวิธีคิดของกันและกัน ก็จะไม่ต้องกังวลกับการกระทำของอีกฝ่าย “แต่แน่นอน ถ้าในอนาคตคุณทำงานแล้วมีเงินของตัวเอง...”

“ถึงตอนนั้น จะยอมให้ผมเลี้ยงข้าวใช่ไหมครับ แน่นอน ด้วยเงินที่ผมทำมาหาได้” ยังคงยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ รอยยิ้มมาดมั่นแสดงออกเผยชัด ดวงตานั้นก็เป็นประกายอย่างมีความหวัง       

“ถ้าครบเงื่อนไขนะ”

“สัญญาแล้วนะครับ ทวิช” ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

และตอนนั้นเองที่อัคนิรุทรหยิบเอกสารชุดหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะ เขายื่นปากกาให้อีกฝ่ายที่ยังงงงวยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“คุณอัคนิรุทร?”

“พอดีต้องใช้ผู้รับรองเข้าทำงานเป็นบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลครับ มีสอบสัมภาษณ์พรุ่งนี้บ่าย ซึ่ง...ผมแน่ใจว่าผมจะสอบผ่านอย่างแน่นอน เลยต้องเตรียมเอกสารไว้ล่วงหน้า”

“เดี๋ยวนะ นี่คุณ!” หยิบกระดาษขึ้นมาอ่าน และต้องเบิกตาโพลงเมื่อมันคือใบสมัครนักศึกษาฝึกงานในตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการของโรงพยาบาล... “คุณแอบไปสมัครงั้นหรือ...”

“ทวิชคิดว่าผมเดินเข้าเดินออกโรงพยาบาลทุกวันโดยไม่ทำอะไรเลยหรือไงกัน ถึงจะแค่ฝึกงาน แต่ผมจะมีรายได้นะ อีกอย่าง...”

“อีกอย่าง?”

“ตลอดช่วงปิดเทอม เราจะได้เจอกันทุกวันไงครับ คุณหมอทวิช! ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ อ้อ...เซ็นเอกสารเร็วๆสิครับ” ยิ้มกริ่มให้กับชัยชนะอันเรืองรองของตนเอง ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน แต่เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเรียนรู้เกี่ยวกับคนๆนี้ให้มากที่สุด

                เช่นเดียวกับที่จะขอให้ทวิช...ยอมรับในตัวเขา

                ระยะห่างของคนสองคน...กำลังแคบลง

 

Comment

Comment:

Tweet