My Wings are Broken Part 7

posted on 22 Aug 2015 22:01 by ruk21us in ORIGINAL-FICTION

My Wings are Broken

 

คำเตือน นิยายเรื่องนี้ ติดเรต YAOI 

เป็นนิยาย อีโรติค ติดเรต NC 17 (ในหลายๆความหมาย)

และ ฉีกศีลธรรมในทุกรูปแบบ

เมื่ออ่านคำเตือนแล้วรับได้ เชิญอ่านเจ้าค่ะ 

บทที่ ๗ 

เสน่หา 

                สองวันหลังจากคำสั่งให้เก็บข้าวของ ในที่สุดโคริก็ต้องบอกลาชีวิตในฐานะนางโลมของตนเอง อันที่จริงเขาก็ไม่ได้อาลัยอาวรณ์อะไรกับสถานที่มากมายนัก เพียงแต่รู้สึกใจหายที่ต้องจากผู้คนที่เขาคุ้นเคยไป เหล่าผู้คนที่หากเป็นเมื่อกว่าหนึ่งปีก่อน ก่อนที่จะมายังแว่นแคว้นนี้ เขาคงไม่มีโอกาสได้คบหาสมาคมด้วย แต่มาบัดนี้กลับเป็นตัวเขาเองที่ลงมาใช้ชีวิตเช่นนี้ และกำลังจะจากไปด้วยความรู้สึกยากหยั่งถึง

                ความรู้สึกคิดคำนึงถึงเพื่อนพ้องที่บ้านเกิด กลับเจือจางลงทดแทนที่ด้วยผู้คนเหล่านี้

                กระนั้นเมื่อพยายามคิดให้ดี กลับต้องเป็นฝ่ายย้ำถามตนเองว่า...จะยังมีคนที่บ้านเกิดคิดคำนึงถึงเขาบ้างหรือไม่กันนะ...

“ดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าคะพี่โคริ” เป็นเด็กน้อยซายะที่ร้องห่มร้องไห้มาบอกลา โคริก้มลงเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของนางก่อนจะสวมกอดแน่น หากเลือกได้เขาคงจะพานางตามไปด้วยในทุกที่ เป็นเพราะเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้ที่ทำให้ชีวิตของเขาในแต่ละวันมีเสียงหัวเราะและความรื่นเริงแม้เพียงนิด

“หนังสือของข้า ข้ายกให้เจ้าทั้งหมดเลยนะ” โคริบอกกับนาง เขายกหนังสือให้ แต่จะไม่มอบเครื่องประดับใดๆให้ แน่นอนเหตุเพราะโคริไม่ปรารถนาให้ซายะเติบใหญ่เป็นสาวน้อยงดงาม ความสวยงามที่อยู่ผิดที่ผิดทาง มันก็คืออเวจีฝังร่างดีๆนี่เอง “เจ้าต้องดูแลซายะด้วยนะสึรุ”

“แน่นอน มีอะไรก็ส่งข่าวมาบ้างนะ” สึรุบอกก่อนจะตีหน้าเศร้าด้วยอีกคน เขากับโครินับว่าอายุไล่เลี่ยกัน พอคนหนึ่งจากไปก็พาลให้รู้สึกเหงาหงอยยิ่งนัก แม้ทราบแก่ใจว่าการจากนั้นหมายถึงอีกฝ่ายจะได้ดีมีสุขยิ่งขึ้น แต่ก็อดใจหายอาลัยอาวรณ์ไม่ได้อยู่ดี

“อย่าโดนคนที่นั่นเขารังแกนะโคริ!!” บรรดาพวกพี่สาวในสำนักนางโลมบอก แต่ละคนล้วนลังเลว่าควรจะแสดงความยินดี หรือโศกเศร้า การได้ออกไปจากที่นี่ ได้เป็นคนของแม่ทัพใหญ่คลับคล้ายน่าปิติ หากแต่ทุกคนในที่นี้ต่างก็ทราบดีแก่ใจว่าโครินั้นไม่เต็มใจไป และยิ่งรังเกียจท่านแม่ทัพผู้สูงศักดิ์นั้นยิ่งกว่าสิ่งใด

                ช่างเป็นเรื่องลักลั่นที่น่าเจ็บปวด

“ไม่มีใครเขามายุ่งเกี่ยวกับข้าหรอกน่ะ” โคริหัวเราะเบาพลางฉีกยิ้มเล็กน้อยให้กับผู้คนที่เขาอยู่ร่วมมาแรมปี ทั้งที่ช่วงเวลาที่ล่วงผ่านมานั้นควรเป็นเวลาทุกข์โศก แต่ครั้นจะจากลากลับใจหาย    

ในสายตาของโคริ ดูเหมือนว่าตัวเขาแม้ไม่ถึงกับเป็นที่รักที่สุด แต่ก็น่าจะไม่เป็นที่รังเกียจนัก เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้นคงไม่มีผู้ใดร้องไห้อำลาเขาอย่างอาลัยอาวรณ์หรืออวยพรให้เขาโชคดีเช่นนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งพาลให้หงุดหงิดใจ เขาย่อมยินยอมพร้อมใจอยู่ที่นี่ ดีกว่าจะต้องไปอาศัยคฤหาสน์ของโอคุระ มิตสึฮิเดะซุกหัวนอน ไม่สิ ต่อจากนี้ คนๆนั้นจะเป็นเจ้านายคนใหม่ของเขา

ไม่ใช่แค่เพียงที่หลับนอน แต่ยังประหนึ่งเจ้าของชีวิต...

“ไม่เอาน่ะ ตีสีหน้าเหม็นเบื่ออีกแล้ว” เป็นอาคาเนะซังที่พูดขึ้น นางจับมือโคริไว้และส่งยิ้มให้ แค่เห็นสีหน้าก็เดาได้แล้วว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบใจ แต่เราจะไม่คุยเรื่องนี้กันอีกในเวลานี้หรอกนะ”

“ข้าทราบขอรับ หากท่านเห็นว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุด ข้าก็จะไม่โต้แย้งอะไรอีกแล้ว” โคริตอบรับ เขาไม่ต้องการจะเถียงอีกแล้ว มันเปล่าประโยชน์กับโมงยามสุดท้ายที่จะได้พูดคุยกับบรรดาคนที่เขาชอบพอเหล่านี้

“ดื้อจริงๆ” ถอนหายใจรำพึงรำพัน พลางคิดว่าช่างเป็นหนุ่มน้อยที่ดื้อเงียบได้อย่างน่าเหนื่อยใจนัก “เจ้าเอาตัวรอดมาได้ถึงเพียงนี้ ข้าไม่มีอะไรจะสอนเจ้าหรอกนะ เพียงแต่จะเตือนเจ้าว่า อย่าได้ลืม”

“ลืม?”

“การใช้ชีวิตของเจ้าพักหลังออกจะมีปัญหานะเด็กน้อย” พูดจาอ้อมค้อม แต่นั่นย่อมหมายถึงช่วงหลังที่โคริแสดงออกนอกหน้าว่าตีสถานะของคุณชายโอคุระ ริวโนสึเกะไว้พิเศษกว่าผู้อื่น หากโคริจะอยู่ที่นี่ต่อไปนั่นคงไม่มีปัญหากับเรื่องหลบซ่อนเช่นนี้ แต่เมื่อเขากำลังจะไปพักอาศัยในฐานะคนของโอคุระ มิตสึฮิเดะผู้เป็นพี่ชายแท้ๆของคุณชายริวโนสึเกะ

มันย่อม...ควรตระหนักถึง

“อาคาเนะซังกำลังคิดว่า ข้า กำลังสร้างปัญหาให้ตนเองงั้นหรือขอรับ” ยิ้มรับเล็กน้อย เรื่องที่อาคาเนะซังคิดคือสิ่งใด อะไรคือสิ่งที่ผิดแผกไปในใจของตัวเขาเอง โคริย่อมรู้ดีอยู่

รู้ดี แต่หาได้...ตระหนักถึง

“ใช่ ดังนั้นจึงขอเตือนให้เจ้า จงคิดอย่างที่เจ้าเคยคิดเสมอมา จงเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเสมอแม้ไม่ใช่ดั่งใจหวัง แล้วเจ้าจะไม่ผิดพลาด เด็กน้อยของข้า” สวมกอดอีกฝ่ายเบาๆก่อนจะผละออก ค่อยๆจูงมือเพื่อเดินไปส่งให้เขาขึ้นรถม้า

“ข้าจะจดจำให้มั่น ขอบคุณสำหรับทุกสิ่ง อาคาเนะซัง” หยุดนิ่งและค้อมศีรษะให้อย่างเคารพ และแม้จะเคยได้รับความเจ็บปวดรวดร้าวเพราะผู้หญิงนางนี้มาใช่น้อย หากแต่ผลลัพธ์ที่นางเลือกกับสิ่งที่เขาสมควรจะเลือกในเวลานั้น...มันถูกต้อง

หากไม่ใช่เพราะนาง ตัวเขาที่ถูกทิฐิและความอารมณ์มากมายถาโถมกดดัน...คงพังทลายไปเสียนานแล้ว

“เจ้านี่เป็นที่รักเสียจริงนะ” เจ้าของเสียงนั่นคือโอคุระ ริวโนสึเกะที่รับอาสามาคุมขบวนขนย้ายของโคริในวันนี้ แน่นอนว่าหากเป็นไปได้พี่ชายของเขาย่อมปรารถนาที่จะมาเอง แต่หากทำเช่นนั้นก็ดูจะเป็นการไม่ไว้หน้าภรรยาหลวงไปสักหน่อย

“แต่ที่ๆข้าจะไป ข้าคงไม่ค่อยจะเป็นที่รักสักเท่าไหร่หรอก” นั่นหมายถึงคฤหาสน์แม่ทัพใหญ่ที่ซึ่งทั้งสาวใช้ คนงาน ตลอดจนเจ้านายหญิงของที่นั่น ซึ่งคงจะเกลียดชังเขาเสียเต็มประดา ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าตนเองจะต้องมาประชันขันแข่งเรื่องปรนนิบัติพัดวีกับผู้หญิง

                ชะตาชีวิต...ช่างตลกดีแท้

“ข้าก็คิดเช่นนั้นล่ะนะ แต่ว่า...” กระซิบเอ่ยยามที่พยุงฝ่ายตรงข้ามขึ้นนั่งบนรถม้า

“หืม?”

“เจ้ายังมีข้าอยู่นะ โคริ” ส่งยิ้มให้พร้อมกับลอบจุมพิตลงบนข้อมือของอีกฝ่าย

                แม้จะเป็นความผิดหรือบาปกรรม แต่กระนั้น...ก็หยุดยั้งมันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว                 

                มันเริ่มขึ้น...ตั้งแต่ในคืนนั้น

 

                .........................................................

 

                เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปเรื่อยๆนับแต่วันที่โคริผลักไสริวโนสึเกะ หลายวันมานี้เขาถอนใจบ่อยครั้ง แม้จะวุ่นวายใจแต่ก็ยังต้องรับแขกตามปกติ และยังต้องนั่งคุยกับโอคุระ มิตสึฮิเดะยามที่คนผู้นั้นมาเยี่ยมเยียนยามค่ำคืน แม้จะเริ่มคุ้นชินกับการปรนนิบัติผู้อื่น แต่เขาก็ไม่อาจทำใจยอมรับสถานภาพระหว่างตัวเขากับมิตสึฮิเดะได้ง่ายนัก

                ทว่า ยิ่งกว่าการรินสาเกให้แขกยามค่ำคืน สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดและแทบทนไม่ได้ กลับกลายเป็นคำพูดประโยคนั้นของริวโนสึเกะที่เสมือนยังดังก้องอยู่ข้างหูตลอดเวลา ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่ยินดีกับการประมูลเช่นนี้ ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่ได้นิยมชมชอบมิตสึฮิเดะ แต่...

                ยังกล้าพูดหักหาญน้ำใจกันเช่นนั้น...

“ข้า...” นึกอยากชกเข้าที่ใบหน้ายิ้มระรื่นของเจ้าสุนัขจิ้งจอกนั่นอีกสักครั้ง ให้ตายเถอะ ทั้งที่เรื่องราวก็ผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ทั้งใบหน้า น้ำเสียง ถ้อยคำพวกนั้นก็ยังไม่จางหายไปเสียที

“กำลังคิดอะไรอยู่น่ะ” มิตสึฮิเดะเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าโครินั้นมีทีท่าเหม่อลอย ทั้งที่กำลังรินสาเกให้เขา แต่ดวงตากลับเสมองไปที่บานประตูตลอดเวลา “ไม่สิ หรือมองหาใครอยู่”

“!” โคริสะดุ้งตกใจ เขาหันกลับมามองคู่สนทนาของตนเอง แล้วก็ต้องประหลาดใจกับเรื่องที่อยู่ภายในสมองของตนเอง นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เขาใจลอยได้ถึงเพียงนี้ “เปล่า เปล่าขอรับ”

“งั้นหรือ” พยักหน้ารับ แต่ไม่อาจวางใจเชื่อถือ ใครก็ตามที่มองดูหนุ่มน้อยผู้นี้เมื่อครู่ย่อมทราบว่าเขานั้นมีบางอย่างในใจ เพียงแต่สิ่งที่อยู่ในใจนั้นคือสิ่งใดกัน

“...”

“คืนพรุ่งนี้แล้วสินะ” แม่ทัพใหญ่เปลี่ยนเรื่องคุย เขากลับมาใช้หัวข้อสนทนาที่คาดว่าจะเรียกร้องความสนใจจากอีกฝ่ายได้อย่างชงัด ซึ่งนั่นก็คงมีแต่เรื่องการประมูลที่ใกล้เวลาที่ผลลัพธ์จะออกมาแล้ว

“...”

“ดูเหมือนเจ้าจะไม่ค่อยใส่ใจเลยนี่นะ” ก้มลงมองหนุ่มน้อยที่ตีสีหน้านิ่งเฉย ดูราวกับว่าเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้หาใช่เรื่องของตนเองไม่

“เหตุเพราะไม่ว่าผู้ใด...ก็หาได้แตกต่างกัน” ความหมายย่อมตรงตัว ตัวเขาไม่ได้ยินดีกับการประมูลนี่ ไม่ได้สนใจว่าจะถูกผลักไสบังคับให้ร่วมหลับนอนกับผู้ใด ก็แค่

                แค่ขอให้...ไม่ใช่คนตรงหน้าเขาผู้นี้เท่านั้น

“ทั้งที่รังเกียจขนาดนี้ แต่ก็ยังขายตัวเองมาเป็นนางโลมน่ะหรือ” เอื้อมมือลูบเส้นผมสีแปลกของอีกฝ่าย เส้นผมนั้นนุ่มลื่น และใบหน้าที่แลเห็นก็คมคายหนักหนา คนตรงหน้าเขาผู้นี้อาจจะต้องตกไปเป็นของผู้อื่นในคืนวันพรุ่ง

                เพียงแค่คิด...ก็รู้สึกหงุดหงิดใจ

“นี่คือทางที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น” โคริตอบเสียงเรียบ เขาส่ายศีรษะเล็กน้อยและยิ้มอย่างขมขื่นให้กับสถานะของตนเอง “แต่ไม่ว่าสิ่งใด ก็ล้วนไม่อาจคาดเดาได้ล่วงหน้าทั้งนั้น”

                เช่นเดียวกับที่ไม่อาจคาดว่าจะต้องพานพบกับโอคุระ มิตสึฮิเดะผู้นี้อีกครั้ง...

                เกือบเที่ยงคืน โคริออกมาส่งมิตสึฮิเดะที่ระเบียง  แต่กระนั้นสายตาของเขากลับชำเลืองมองหาบางสิ่ง บางสิ่งที่เขาก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรหรือใครที่ไหน แต่นั่นกลับยิ่งทำให้หัวใจของเขาหดหู่อย่างประหลาด มีบางอย่างผิดเพี้ยน มีบางอย่างที่ผกผัน

                ตัวเขา...ผิดปกติ

“ข้าบอกกับเจ้านายของเจ้าว่าขอให้เจ้าพักผ่อนในคืนนี้” มิตสึฮิเดะพยายามชวนคุย แต่กระนั้นคู่สนทนาของเขากลับไม่ค่อยจะให้ความร่วมมือเท่าใดนัก เมื่อโคริเอาแต่ผงกศีรษะรับอย่างเสียไม่ได้

“ขอรับ”

“ข้าจ่ายค่าตัวเจ้าตลอดคืนนี้แล้ว คงไม่มีผู้ใดมารบกวนเจ้าอีก”

“เป็นพระคุณยิ่งขอรับ”

                บทสนทนานั่นอยู่ได้เพียงสั้นๆก่อนที่มิตสึฮิเดะจะตัดสินใจหันกลับมามองผู้ที่เขาตกหลุมเสน่หาอีกครั้ง เขาเอื้อมจับมือของโคริขึ้นทำให้เจ้าตัวต้องเลิกเหม่อลอยหันกลับมาสบสายตากับเขาแทบจะทันที และช่างบังเอิญหนักหนาว่าที่อีกมุมของระเบียง ชายอีกผู้หนึ่งก็กำลังเดินผ่านมาพร้อมกับหญิงสาวในอ้อมแขนเช่นกัน

                ริวโนสึเกะได้เห็นภาพที่พี่ชายของเขากำลังจับมือของโคริ และก้มลงจุมพิตที่ปลายเส้นผม

“คุณชาย!” หญิงสาวอุทานเบาๆเมื่อเห็นริวโนสึเกะชะงัก เมื่อมองไปเบื้องหน้าจึงเห็นภาพดังกล่าว ไม่ว่าจะมองเช่นใดก็แลเห็นท่านแม่ทัพใหญ่ที่กำลังเอื้อมแขนโอบกอดโคริ แลเห็นท่านแม่ทัพที่กำลังโน้มตัวลงจุมพิตเส้นผม โดยที่หนุ่มน้อยคนงามผู้นั้นมิได้ปัดป้องให้ถอยห่างไป

“โคริ...” ริวโนสึเกะเอ่ยเรียกชื่อนั้นและพลันลูบที่ข้างแก้มของตนเอง ทั้งที่บาดแผลนั้นจางหายไปหลายวันแล้ว แต่เขากลับยังรู้สึกเจ็บที่ถูกโคริชกเอาวันนั้นอยู่  กว่าจะรู้ตัวสองขาก็ก้าวเดินไปเบื้องหน้า ราวกับกำลังจะเข้าไปขวางขัดคั่นกลางระหว่างสองคนนั่น หัวใจ...ระรัวเช่นเสียงกลองรบ

“คุณชายริวโนสึเกะเจ้าคะ!!”

                เสียงอุทานร้องเรียกของสตรีทำให้โคริรู้สึกตัว เขาหันกลับไปเบื้องหลังและได้สบสายตาเข้ากับชายอีกคนที่เขาเฝ้าเหม่อลอยมองหามาตลอดคืน เพียงแต่ว่า การที่ริวโนสึเกะมาปรากฏตัวพร้อมกับหญิงสาวอีกคน กลับทำให้โคริรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างประหลาด

                ทำไม

                ทำไม

                ทำไม...จึงรู้สึกโศกเศร้า

“กำลังจะกลับหรือ ริว” มิตสึฮิเดะเอ่ยทักน้องชาย

“พี่เองก็ด้วยสินะ” ริวโนสึเกะทักตอบ ดวงตานั้นชำเลืองมองหนุ่มน้อยที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านข้าง และยามนั้นแทนที่ความรู้สึกโกรธขึ้งอย่างไร้สาเหตุเมื่อครู่ เขากลับรู้สึกใจหาย...

                โคริกำลังตัวสั่น ดวงตาสีดำขลับที่ริวโนสึเกะเคยเห็นว่ามุ่งมั่นงดงามเสมอมานั้นสั่นไหว อยากจะก้าวออกไป อยากจะโอบลำแขนประคองร่างนั้นไว้

                ผิดปกติ

                ผิดปกติ

                มีบางอย่าง...ที่ผิดปกติ

“งั้นก็กลับกันเถอะ” ฝ่ายพี่ชายตัดบทก่อนจะหันมาส่งยิ้มและถือวิสาสะจุมพิตลงข้างแก้มของหนุ่มน้อยผู้ที่เขาแอบหลงรัก แต่นั่นกลับทำให้อีกฝ่ายถดถอยหนี ดวงตาของโคริที่มองสบกลับมานั้น...มีแต่ความตื่นตระหนก   

                ค่ำคืนที่หนาวเหน็บยังคงไม่ผ่านพ้นไปง่ายๆ โคริไม่แน่ใจว่าเขาควรทำเช่นใด เวลากำลังกระชั้นเข้ามา และตัวเขาก็มีแต่ความหวาดวิตกเพิ่มมากขึ้นทุกวันคืน หลังจากส่งมิตสึฮิเดะกลับ พวกพี่สาวเข้ามาบอกเขาว่าเทียบราคาถูกส่งมามากมาย และคนที่ทราบว่าใครที่ให้ราคาค่าตัวเขาดีที่สุดเพียงคนเดียวก็คืออาคาเนะซัง แม้จะอยากเชื่อว่าหญิงผู้นั้นจะรักษาคำพูด แต่ว่า แต่ว่า...

“ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ข้าก็...” ใช่

มันคือ...ความหวาดกลัว

เพียงแค่คิดว่าจะถูกจับต้องสัมผัสก็รู้สึกขยะแขยง เพียงแค่รู้สึกว่าจะต้องเป็นฝ่ายยอมทอดกายให้ผู้อื่นก็รู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยและน่ารังเกียจจนแทบอยากตาย ทั้งที่รู้ว่าตายไม่ได้ หนีไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ แต่ใจก็ไม่อาจสงบลงได้เลย

แล้วก็...

“ทำไมกัน ข้าเป็นอะไรกัน” กุมที่หัวใจในทรวงอก ยามที่คิดถึงภาพของริวโนสึเกะที่เดินมาที่ระเบียง แวบหนึ่งเขาถึงกับดีใจที่ได้เห็นหน้า แต่ครั้นพอเห็นฝ่ายนั้นเดินมาพร้อมกับพี่สาวคนนั้น ร่างของเขากลับเยียบเย็นเป็นน้ำแข็ง พลันรู้สึกโกรธ ไม่พอใจ น้อยใจอย่างประหลาด นี่มันพิลึกเกินไปแล้ว

“ไม่สิ...นี่” ฟุบใบหน้าลงกับฝ่ามือตนเอง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่เข้าใจเลยสักอย่าง ทั้งที่กังวลเหลือเกินกับเรื่องคืนพรุ่งนี้ แต่ก็ยังมีแก่ใจคิดคำนึงถึงคนผู้นั้น

“ข้า...ข้าต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ” อยากร้อง อยากเปล่งเสียงร้องออกมา อยากร้องขอให้ช่วย ใครก็ได้ช่วยที พาเขาไปจากที่นี่ พาเขาไปจากสถานการณ์น่าสมเพชเช่นนี้ที

พลันหวนคิดถึงคำพูดของตนเอง ตอนที่พูดว่าเลือกอนาคตที่ดีที่สุดให้ตนเองนั้นดูเหมือนจะเป็นการคิดอะไรที่ตื้นเขินจนเกินไป เพราะนอกจากจะเลือกแล้ว ยังจะต้องรับผลจากการเลือกเหล่านั้นด้วย และตอนนี้โคริก็รู้ว่าเขากำลังรอรับผลกรรมจากทางเลือกที่เลวร้ายเอาแต่ได้ของตนเองอยู่

“เมื่อครู่ยังเป็นดอกไม้งาม แต่ยามนี้เจ้าตีสีหน้าเช่นปลาตาย” น้ำเสียงล้อเลียนนั้นดังมาจากหน้าต่าง และเกือบจะเป็นวินาทีเดียวกับที่โคริรู้สึกตัวว่าถูกใครบางคนโอบกอดจากด้านหลัง แน่นอนว่าเขารีบดิ้นปัดป้อง แต่ก็ถูกอีกฝ่ายใช้อ้อมแขนพันธนาการร่างของเขา ร่างทั้งร่างถูกกดลงบนผืนเสื่อ  

แสงจันทรางามงดที่ส่องลงมาเผยให้เห็นใบหน้าคมคายของผู้มาเยือนยามวิกาล รอยยิ้มร้อยเล่ห์เฉกเช่นสุนัขจิ้งจอก ส่วนนัยน์ตาเป็นประกายวาววับคมกริบแต่เปี่ยมด้วยความอารี

“ท่าน...ริว...” ไม่ทันจะได้เอ่ยชื่อนั้นก็กลับถูกริมฝีปากของฝ่ายตรงข้ามจุมพิตประกบลงมาบนริมฝีปากตน เช่นเดียวกับที่ริวโนสึเกะเคยทำเสมอมา ทว่า ครานี้มันไม่ใช่การรับรู้รสสัมผัสบนริมฝีปากเท่านั้น แต่เป็นการละเลียดลิ้มรส และเชยชิมเสน่หาที่หวานหอมยิ่ง

ยิ่งราตรีดึกสงัด ลี้ลับหลบสายตาผู้คน มันก็ยิ่งระทึกขวัญและชวนให้สั่นเทิ้มกับการหลบซ่อนเช่นนี้

แต่กระนั้นโคริก็ยังมีสติดีพอที่จะปัดป้องและพยายามผลักคู่กรณีออกห่าง เขารู้ว่าริวโนสึเกะไม่ได้มาดี ไม่สิ การที่ปีนเข้ามาทางหน้าต่างในยามค่ำคืนก็ไม่มีทางที่จะมานั่งสนทนาปราศรัยกันอยู่แล้ว

“ถอยไป!” ผลักไสและรีบพาร่างของตนเองไปอยู่ใกล้กับทางออกให้มากที่สุด ในขณะที่ริวโนสึเกะนั้นยอมปล่อยเป้าหมายของเขาชั่วคราว ก่อนจะหัวเราะเบาและแลบลิ้นเลียริมฝีปากของตน

“ทั้งหอมหวาน และรสชาติดีเยี่ยม” นั่นเป็นคำวิจารณ์ชมเชยที่ทำให้โคริหน้าขึ้นสีชาดด้วยความอับอาย เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกจู่โจมอย่างน่าอายเช่นนี้

“ปีศาจจิ้งจอกไร้ยางอายเช่นท่านมาทำอะไรในยามนี้กัน” แน่นอนว่าน้ำเสียงนั้นแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน ถึงเขาจะได้ชื่อว่าเป็นนางโลมขายร่างกาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะยอมให้ใครบุกเข้ามาทำอะไรอุกอาจเช่นนี้ได้ แม้ว่า...จะเป็นคนผู้นี้ก็เถอะ

“เห ไม่ใช่ว่าเป็นเจ้าที่เรียกปีศาจจิ้งจอกผู้นี้มาหรอกหรือ” ริวโนสึเกะหัวเราะเบาพลางนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น เขาไม่คิดจะเข้าใกล้อีกฝ่ายมากเกินไปกว่านี้

                เพียงได้เห็นใบหน้าโกรธขึ้งและได้ฟังน้ำเสียงโกรธา กลับอบอุ่นและรู้สึก...วางใจ

                ช่างดีเหลือเกิน ที่ยังสุขสบายดี

“ข้าไม่ได้เชิญท่าน” โคริโต้

“สายตาเจ้าเมื่อหัวค่ำเชื้อเชิญข้า”

“!” ค่อนข้างจะตกใจกับวาจานั่น เมื่อหัวค่ำ เป็นเขาที่จ้องมองริวโนสึเกะอย่างไม่วางตาจริงๆ ตอนนั้น...เขาคิดอะไรอยู่

“ให้ข้าทาย เจ้ากำลังหงุดหงิดกับการประมูลตัวเจ้าอยู่ใช่ไหมเล่า” ว่าพลางหลิ่วตา เพียงคำพูดก็เชือดเฉือนใจของผู้ฟังได้อย่างชงัด

“ถึงข้าจะหงุดหงิดใจไปก็เท่านั้น...” เอ่ยบอกพลางทอดถอนใจอย่างไม่คาดฝัน แต่กระนั้นก็ยังคงเงยหน้าและจ้องมองคู่สนทนายามวิกาลเขม็ง “ความจริงที่ว่าคืนพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวข้าก็หาได้เปลี่ยนไป นั่นเป็น...สิ่งที่ท่านบอกกับข้าตั้งแต่วันแรกที่เราพบกันไม่ใช่หรอกหรือ”

ตั้งแต่ที่ถูกสาดน้ำใส่จนอับอาย หรือตอนที่ถูกคนผู้นี้สอนให้รินสาเก ทุกอย่างก็เดินมาทางนี้โดยตลอด แต่หากจะมีสิ่งใดที่ทำให้เขารู้สึกปวดใจก็คงเป็นความรู้สึกของตนเองที่ไม่อาจทำใจยอมรับความจริงที่ไม่อาจหลีกหนีนี้ได้ต่างหาก

“...” ริวโนสึเกะนิ่งเงียบ เขาเองก็หาใช่คนโง่เขลา แม้จะปากกล้านัก หากแต่สภาพของโครินั้นไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่เจ้าตัวเพียรแสดงให้ผู้อื่นเชื่อเลยแม้เพียงนิด แววตาที่เขาเห็นเมื่อหัวค่ำนั่นหาใช่คำโกหก แต่มันคือทุกความจริงที่ผู้อื่น รวมถึงพี่ชายของเขาเพิกเฉย “เจ้าบอกอาคาเนะซังหรือเปล่า”

“บอก?”

“ว่าเจ้า...” เกือบจะพลั้งคำว่า ‘หวาดกลัว’ ออกมา แต่ก็เก็บคำนั้นไว้ได้ทันเมื่อนึกถึงนิสัยใจคอของอีกฝ่าย โคริไม่ใช่คนที่จะยอมถอยหนีเพียงเพราะอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง แม้คบหากันได้ไม่นาน แต่เขาก็รู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าเขานั้นเข้มแข็ง และเปี่ยมด้วยทิฐิที่จะไม่ยอมถอยหนีปัญหาใดๆ ดังนั้นแม้กลัวจนฝันร้ายก็คงไม่ยอมกรีดร้องบอกแม้คนที่นอนหลับอยู่ข้างเคียง “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าใครจะเป็นลูกค้าคนแรกของเจ้าหรอกนะ แต่ว่า...หวังว่าจะไม่ใช่พี่ชายข้า”

เพราะโคริได้แสดงออกแล้วว่า...นั่นคือความเกลียดชัง

“ทำไม...” พึมพำออกมายามที่เห็นใบหน้าต้องแสงจันทร์ของอีกฝ่ายได้ถนัด เขาเองก็อยากจะพูดบางอย่าง แต่ก็รู้สึกจุกอยู่ในลำคอจนไม่อาจเปล่งเสียง ถามใจตนเองว่าหากคนที่เขาพานพบในคืนวันพรุ่งคือคนตรงหน้า

บางทีความทุกข์ทรมาน...อาจน้อยลงกว่ามาก

“ถือเสียว่านั่นคือจูบอวยพรเป็นอย่างไร”

“ริวโนสึเกะ...”

“ข้าขอให้เจ้าพบคนที่ดีในคืนวันพรุ่ง อย่างน้อยก็ไม่ต้องทรมานจนเกินไปนัก” หัวเราะขันตนเอง เนื่องจากนี่คงเป็นคำอวยพรที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เขาเคยอวยพรให้ใครสักคน แม้จะเคยพบหญิงนางโลมมามากมาย และเข้าใจความวิตกกังวลเรื่องการรับแขกครั้งแรกของพวกนางดี แต่กลับโคริ...เขากลับไม่อาจพูดจาปลอบประโลมได้เลย

                แต่เหนือความคาดคิดยิ่งกว่า เมื่อโครินั้นเขยิบกายเข้ามาใกล้ มือนั้นเอื้อมลูบข้างผิวแก้มของริวโนสึเกะ

“แผล...หายดีแล้วหรือ” เอ่ยถามแต่กลับยิ่งลูบข้างผิวแก้มนั้นและไล่ลงมาจนถึงปลายคางและลำคอของฝ่ายตรงข้าม ในใจนั้นร้อนรุ่ม ราวกับบ้าใบ้ ราวกับว่าสติสัมปชัญญะนั้นถูกช่วงชิงไปชั่วขณะ

“โคริ...” ไม่ได้กล่าวตอบแต่กลับจับมือน้อยๆที่กำลังสัมผัสลำคอของเขาไว้ จ้องกลับเข้าไปในดวงตาที่สั่นไหวก่อนจะรวบร่างนั้นเข้ามาในอ้อมแขน กอดไว้แนบอก และยิ่งรู้สึกปวดแปลบขึ้นที่หัวใจ เขารู้คำตอบนั้นแล้ว แต่ว่า...

                แต่ว่า...

“ช่วย...ช่วยข้าด้วย” ราวกับว่าความอดทนทั้งหมดนั้นพังทลายลง และความรู้สึกสั่นไหวเข้าทดแทนที่ ยิ่งตกอยู่ในอ้อมแขนของคนผู้นี้ เขาก็กลับรู้สึกว่าไม่อาจทานทนกับแรงกดดันมากมายเช่นนี้ได้อีก ไม่ต้องการให้ใครก็ได้ที่จะมาล่วงเกิน แต่ว่า...

                แต่ว่า...

“แบบนี้..เจ้าจะเสียใจ โคริ” เอ่ยเตือนและกลับจุมพิตลงบนริมฝีปากบางของอีกฝ่าย ค่อยๆสัมผัสอย่างนุ่มนวลและกลับสอดปลายลิ้นเข้าหา ลิ้มละเลียดความหอมหวานในโพรงปากของคนที่ตนถวิลหา ยิ่งจูบกลับยิ่งหลงใหล ยิ่งใกล้ชิดกลับยิ่งถูกช่วงชิงลมหายใจ

“ข้า...ไม่เสียใจ” เอ่ยกระซิบบอกและจ้องมองในแววตาของริวโนสึเกะ ไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกที่เต็มตื้นในเวลานี้คืออะไร และไม่รู้ด้วยว่าปลายทางของการตัดสินใจชั่ววูบเช่นนี้จะเป็นนรกหรือสวรรค์ แต่ในเมื่ออย่างไรก็ไม่อาจเลี่ยงได้ เช่นนั้นก็ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างที่โชคชะตาอยากให้เป็นเสียก็แล้วกัน

                ไม่อยาก รับรู้อะไรอีกแล้ว

“โง่จริงๆ” หัวเราะขัน

นั่นสิ ใครกันนะที่เป็นคนโง่

ริวโนสึเกะจูบโคริอีกครั้งที่หางตาก่อนจะค่อยจูบแผ่วเบาลงมาข้างแก้มจนถึงต้นคอ มือนั้นโอบกอดและค่อยดึงรั้งสายโอบิของอีกฝ่ายให้ร่วงหลุด แนบสัมผัสลงบนลาดไหล่เปลือยเปล่า และจุมพิตซ้ำๆอย่างไม่อาจควบคุมตนเอง

เรียวขาที่ปราศจากอาภรณ์นั้นเชื้อเชิญสัมผัส แผ่นอกที่กระเพื่อมไหว และริมฝีปากแดงฉ่ำนั้นยิ่งเย้ายวนมิอาจห้ามใจ ริวโนสึเกะรู้ เขารู้ว่าตนเองกำลังถลำลึกไปในความผิด ไปในนรกของการทรยศหักหลัง แต่กระนั้น เขากลับไม่สามารถหยุดยั้งตนเองได้ ใช่ ตั้งแต่สบกับนัยน์ตาคู่นี้ที่ตลาดในวันนั้น เขาก็ติดบ่วงเสน่หานี้อย่างไม่อาจถอนตัว

“โคริ โคริ” เรียกชื่ออีกฝ่ายซ้ำๆและก้มลงละเลียดลิ้มรสความหอมหวานบนแผ่นอกอีกฝ่าย ในขณะที่มือนั้นไล่ลงมาสัมผัสช่องท้องและลูบไล้ลงมาตลอดร่าง

“ริว...ริวโนสึเกะ” ฝ่ายโครินั้นเกี่ยวกระหวัดร่างของฝ่ายตรงข้ามไว้ รู้สึกว่าใบหน้าแสบร้อนด้วยความอับอาย ยิ่งถูกกระตุ้นให้มึนเมาด้วยรสจูบและสัมผัสที่วาบหวาม สมองก็ยิ่งเตลิดไม่สั่งการ แข้งขาอ่อนแรงและแม้ปลายนิ้วก็ชาจนไม่รับรู้

                สิ่งที่รับรู้ คงมีเพียงร่างของริวโนสึเกะที่เปลือยเปล่าแนบชิดเข้ามา เสียดสีและสร้างความพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง ยิ่งจูบและถูกจูบ ยิ่งสัมผัสและถูกสัมผัส ใช่ นี่คือราคะ คือกามรมณ์ที่เย้ายวนให้ตกลงในหลุมพราง โคริรู้สึก รู้สึกยามที่ถูกรุกไล่และฝ่ายตรงข้ามกระแทกเบียดกระชั้นเข้ามาภายในร่างของเขา รู้ตัวว่าตนเองนั้นยกสะโพกขึ้นและแอ่นกายรับรองอีกฝ่ายอย่างไม่รู้อับอาย

                ไม่ว่าริวโนสึเกะจะจับต้องสัมผัสส่วนใด ตัวโคริก็พลันหลงมึนเมากับรสสัมผัสนั้น ไม่ว่าจะถูกเบียดกายเข้าหาและตักตวงความสำราญมากมายเพียงใด ก็พลั้งเผลอทอดกายใจตาม หลากครั้งจนต้องพยายามกลั้นเสียงร้องครวญคราง เป็นค่ำคืนแห่งบาป ที่แสนสุขสมจนน่าหวาดกลัว

“โคริ โคริ” ริวโนสึเกะกระซิบเรียกชื่อคนที่หลับใหลในอ้อมแขน ลูบเส้นผมนั้นเบามือและจูบเบาบนหน้าผาก เขารู้ตัวแล้ว รู้ตัวว่าได้ก้าวลงไปในหลุมพรางนี้แล้ว แต่กระนั้นก็หาได้นึกเสียใจไม่

“เจ้า ช่างโง่จริงๆ” ริวโนสึเกะยิ้มพลางลูบใบหน้าที่ชื้นหยาดน้ำตาของฝ่ายตรงข้าม ทั้งที่ปากบอกว่าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดบ้าง จะขายร่างกายตัวเองบ้าง แต่แล้วเจ้าหนุ่มคนนี้กลับทำเรื่องโง่เขลาที่สุดลงไป ทั้งที่ควรจะให้เขารามือจากไป แต่กลับเสนอตัวเองให้กอดก่าย ไม่เพียงไม่ปัดป้อง แต่กลับเชื้อเชิญ

“ข้า ไม่ได้โง่เขลาขนาดนั้น” เสียงของโคริเอ่ยแผ่วเบาตอบกลับมา ทั้งที่นัยน์ตานั้นหรี่ปรืออย่างเหนื่อยอ่อน

“แล้วที่เจ้าทำอยู่ตอนนี้เรียกว่าฉลาดงั้นหรือ”

“เปล่าเลย” ตอบเสียงเรียบ พยายามจะเขยิบกายออกจากอีกฝ่าย แต่ก็กลับเจ็บแปลบขึ้นที่ช่วงล่าง จนต้องนอนให้อีกฝ่ายกอดอยู่ในสภาพเดิมชั่วคราว

“งั้นเพราะอะไร”

“เพราะท่านไม่ได้ซื้อข้า”

“!” พลันนึกขึ้นได้ว่าเรื่องในคืนนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว และมันเกิดขึ้นโดยปราศจากการแลกเปลี่ยนทรัพย์สินเงินทองใดๆ

“ไม่ว่าพรุ่งนี้แขกผู้นั้นจะเป็นใคร แต่ผู้ที่ข้าเลือกจะหลับนอนด้วยเป็นคนแรกก็คือท่าน” นั่นเป็นคำตอบที่ง่ายดายยิ่งกว่าที่ริวโนสึเกะจะคาดคิด

                สมองของริวโนสึเกะหวนกลับไปถึงคืนวันที่พวกเขาสนทนากันใต้แสงจันทร์ โคริที่ยินดีที่เขาไม่ได้เข้าร่วมประมูลด้วย ตัวโคริที่ปฏิเสธคนทุกคนที่เข้ามาประมูลตัวเขา

“ข้าก็จะยังตราหน้าว่าเจ้านั้นแสนโง่เขลาอยู่ดี เจ้าปีศาจน้อย” พูดเช่นนั้นและกลับกอดกระชับเข้ามาแนบอก แลกจุมพิตครั้งแล้วครั้งเล่า

“นั่นสิ...ไม่ได้ชาญฉลาดเอาเสียเลย” เป็นโคริที่บอกกับตนเอง ยังคงยินยอมให้ฝ่ายตรงข้ามล่วงเกิน และจมลงในความรู้สึกอบอุ่นแสนเสน่หาที่ตนเองก็ไม่อาจตอบได้ว่ามันเกิดขึ้นได้เช่นใด “แต่ช่างเถอะ...”

                เพราะเรื่องทุกสิ่งจะจบลง เมื่อฟ้าสาง...             

จบตอน

ตอนนี้สุขสันต์? ส่วนตอนหน้า...

Comment

Comment:

Tweet