My Wings are Broken Part 10

posted on 15 Sep 2015 15:50 by ruk21us in ORIGINAL-FICTION

My Wings are Broken

 

คำเตือน นิยายเรื่องนี้ ติดเรต YAOI 

เป็นนิยาย อีโรติค ติดเรต NC 17 (ในหลายๆความหมาย)

และ ฉีกศีลธรรมในทุกรูปแบบ

เมื่ออ่านคำเตือนแล้วรับได้ เชิญอ่านเจ้าค่ะ 

บทที่ ๑๐

การฟาดฟัน 

                โอคุระ มิตสึฮิเดะใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับเรื่องการประชุมปรึกษามาตรการรักษาความปลอดภัยที่ชายแดนของแคว้นซันนันกับคามินาริ การที่บุตรชายของผู้ครองแคว้นศัตรูตอบรับมาเยือนย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะวางเฉยไปได้ แม้บางคนบอกว่านี่คือการแสดงการยอมจำนนอย่างชัดเจนของฝ่ายตรงข้าม แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่มีสิ่งเคลือบแฝง

                เรื่องความเคลื่อนไหวที่ชายแดนก็ดูยังมีข้อกังขาว่าฝ่ายไหนกันแน่ที่ต้องรับผิดชอบกับเหตุปะทะกันรุนแรงที่เกิดขึ้นจนเป็นเหตุให้ชาวบ้านล้มตาย ทุกสิ่งดูคลุมเครือน่าสงสัยเกินกว่าจะปล่อยวาง แต่กระนั้นตัวเขาในยามนี้ก็ไม่สามารถละทิ้งเมืองหลวงเพื่อไปสืบข่าวคราวได้ด้วยตนเอง

                ทั้งยังมีท่านฮิเดโยริน้องชายท่านเจ้าเมืองทีเหมือนพร้อมจะจับผิดเรื่องการงานของเขาตลอดเวลา หากว่าเดินเกมพลาดก็จะกลับกลายเป็นถูกต้อนเสียเอง

“ท่านแม่ทัพเห็นว่าทางซันนันอาจมีแผนการไม่ซื่อกระนั้นหรือขอรับ” คนสนิทนายหนึ่งเอ่ยถามขณะที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ในสังกัดของแม่ทัพโอคุระนั้นมีการประชุมกันเป็นการลับเฉพาะกิจยามค่ำคืน

“ไม่ผิด” มิตสึฮิเดะตอบตามตรง

“แต่ทางนั้นก็ถือว่าวุ่นวายอยู่พอตัว ตั้งแต่ที่มีข่าวลือหนาหูว่าอดีตแม่ทัพของซันนันลอบสังหารท่านอดีตเจ้าเมือง ท่านเจ้าเมืองคนปัจจุบันเองก็ได้ตำแหน่งแบบปัจจุบันทันด่วนเมื่อปีกว่านี่เอง  ไม่น่าจะมีศักยภาพพอจะทำสงครามนะขอรับ” เท้าความสั้นๆถึงเรื่องราวของแคว้นศัตรูที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าสามารถตอบโต้แสนยานุภาพทางการทหารของคามินาริได้ แต่ครั้นเกิดจลาจลขึ้นในแคว้นเอง ทุกอย่างก็หลงเหลือเพียงอดีต

                ยามนี้ซันนันก็เหลือเพียงชื่อว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นแคว้นที่รุ่งเรืองในอดีตเท่านั้น

“แน่นอนว่าข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น” มิตสึฮิเดะในฐานะแม่ทัพใหญ่ของคามินาริย่อมหวังให้ศัตรูนั้นไม่คิดแข็งขืนจริงๆ แต่อย่างไรก็ตามความเป็นไปในแคว้นซันนันกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่และเรื่องราวแปลกประหลาด จะให้เขาทำใจเชื่อได้อย่างสนิทใจได้อย่างไรกัน

“ว่าแต่ ท่านแม่ทัพกลับดึกดื่นถึงเพียงนี้จะดีหรือขอรับ” นายทหารคนสนิทเห็นผู้บังคับบัญชาตีสีหน้าเคร่งเครียดก็เฉไฉเปลี่ยนเรื่องพูด ทำเอาบรรดาคนสนิทในห้องนั้นหัวเราะเบาขึ้นเล็กน้อย

“อะไรกัน นี่จะไล่ข้ากันแล้วรึ” มิตสึฮิเดะเองก็ยิ้มออกมาบ้าง

โอคุระ มิตสึฮิเดะนั้นได้ชื่อว่าเป็นท่านแม่ทัพใหญ่ที่แม้จะเก่งกาจและเคร่งครัดเพียงใด แต่ในเวลานอกราชการก็เป็นกันเองกับลูกน้องและยังมีจิตใจโอบอารีอย่างชนิดที่แม่ทัพคนใดยากจะเลียนแบบเขาได้

เป็นลูกผู้ชายที่ทั้งมาจากตระกูลสูง ฉลาดปราดเปรื่อง เก่งกาจรูปงาม โอบอ้อมอารี หามีผู้ใดสูงส่งเสมอเหมือน

“หามิได้ขอรับ เห็นท่านแม่ทัพเพิ่งจะต้อนรับคุณโคริเข้าบ้านแค่สัปดาห์กว่าๆ พวกข้าก็เลยหวังให้ท่านแม่ทัพมีเวลาอยู่บ้านมากสักหน่อยน่ะขอรับ” น้ำเสียงกึ่งยินดีกึ่งหยอกเย้าที่ทำให้มิตสึฮิเดะต้องส่ายศีรษะอย่างระอา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรื่องของเขากับโคริถูกหยิบยกมาพูดจาหยอกล้อกัน

                ตั้งแต่แรกที่แม่ทัพใหญ่โอคุระ มิตสึฮิเดะ ไปประมูลตัวนางโลมคนงามของคามินาริด้วยราคาแพงถึงทองสิบหีบเทียบเท่ากับการสู่ขอตบแต่งภรรยาเอก ไปเยี่ยมเยือนเอ็นดูอยู่บ่อยครั้งแรมปีไม่เคยหน่าย ซ้ำยังขอนางโลมคนที่ว่าเป็นรางวัลจากท่านเจ้าเมืองตัดหน้าท่านฮิเดโยริน้องชายท่านเจ้าเมือง นี่ก็ถือเป็น ‘เรื่องรักต่างชนชั้น’ ที่รับรู้กันดีอยู่ทั่วไป

                ในสายตาของคนในแว่นแคว้นย่อมเห็นได้ประจักษ์ถึงความรักที่ท่านแม่ทัพมีให้กับนางโลมผู้นั้น ซึ่งคนที่มิตสึฮิเดะหลงรักก็ไม่ได้ทำให้ผู้ใดผิดหวัง

‘คุณโคริ’ คนนั้นแม้จะเป็นชาย แต่ก็ได้ชื่อว่างดงามเปี่ยมเสน่ห์อย่างหาตัวจับยาก หากใครได้พูดคุยก็สามารถทราบได้ทันทีว่าเป็นคนการศึกษาสูง กริยามารยาทการวางตัวไร้ที่ติอย่างที่นางโลมปกติไม่ว่าชายหรือหญิงก็ไม่อาจเลียนแบบได้ เชื่อได้ว่าก่อนจะถูกกวาดต้อนมาในฐานะเชลยจะต้องมาจากตระกูลที่ดี

                คนแบบนั้นหากไม่เป็นเพราะสงครามก็คงไม่มีทางมีชะตากรรมน่าเศร้าถึงเพียงนี้ การที่ท่านแม่ทัพมิตสึฮิเดะให้ความเอ็นดูช่วยเหลือในสายตาของคนนอกแล้ว ควรนับว่าเป็นโชคดีอย่างที่สุด

                ใช่...ในสายตาของคนนอก

 “ก็เป็นคนที่งดงามถึงปานนั้นก็ต้องรักอยู่แล้วสินะขอรับท่านแม่ทัพ” ใครอีกคนพูดขึ้น

“ท่านแม่ทัพก็ควรพาคุณโคริออกมาข้างนอกบ้างนะขอรับ อยู่ในบ้านทุกวันคงเบื่อแย่”

                หากเป็นผู้อื่นอาจจะนึกว่าพวกทหารคิดล้อเลียนดูหมิ่น แต่มิตสึฮิเดะย่อมรู้ดีว่าแต่ละคนนั้นล้วนไม่มีเจตนาร้ายเช่นนั้น

“งานราชการย่อมต้องมาก่อนสิ” มิตสึฮิเดะตีเสียงเข้มสำทับ ทว่าในใจก็แอบคิดว่าอยากจะพาโคริไปขี่ม้านอกเมืองบ้างเฉกเช่นที่เคยทำในช่วงแรกที่พบพานกัน บางทีสีหน้าหม่นหมองนั่นอาจจะแช่มชื่นขึ้นมาให้เห็นได้บ้าง เขาเองก็อยากจะเห็นโคริยิ้มออกมาบ้างเหมือนกัน

                รอยยิ้มที่จริงใจของโคริ...ช่างหาดูยากยิ่งนัก

“แต่งานบ้านเองก็ห้ามขาดนะขอรับท่านแม่ทัพ” ว่าพลางก็มีเสียงหัวเราะครืนตอบกลับมา ทำเอาฝ่ายมิตสึฮิเดะเองก็ใบหน้าขึ้นสีชาดด้วยความอับอายเช่นกัน

 “พอเลย พอๆ กลับมาคุยธุระกันได้แล้ว!” ขึ้นเสียงดังเป็นการตักเตือนอีกครั้ง ก่อนจะหันเหความสนใจกลับมาคร่ำเคร่งกับงานตรงหน้าต่อ

                ว่ากันตามจริงมิตสึฮิเดะเองก็อยากจะวางมือจากงานราชการแล้วกลับไปกอดโคริให้สมกับความปรารถนาของเขาอยู่หรอก แต่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพใหญ่ เขาจะทำอะไรเอาแต่ใจเช่นนั้นย่อมไม่ได้ ทั้งโคริก็จะพลอยถูกหาว่าทำให้เขาลุ่มหลงจนงานราชการเสียหาย ไม่ดีสำหรับทุกฝ่าย

                อีกประการหนึ่ง พอเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับแคว้นซันนันที่เป็นบ้านเกิดของโคริ เขาก็นึกสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับชาติกำเนิดของหนุ่มน้อยผู้นั้นเช่นกัน

                โคริ ไม่มีทางเป็นแค่ทหารหนีทัพ แต่มีบางอย่างที่เจ้าตัวแอบซ่อนปิดบังไว้มากกว่า และแน่นอนว่าโคริไม่มีทางที่จะปริปากยอมบอกเขา หากสงสัยใคร่รู้ก็มีแต่จะต้องถามหาความจริงจากพยานหลักฐานเบื้องหน้าด้วยตนเองเท่านั้น

                อย่างน้อยฝีมือดาบที่เก่งกาจเหี้ยมโหดอย่างหาตัวจับยากนั่น ก็เป็นเบาะแสหนึ่งที่ดี...

“ว่าแต่ น่าเสียดายนะ” มิตสึฮิเดะพึมพำขึ้นมาพร้อมกับจับที่บ่าซ้ายของตนเองยามที่คิดถึงเรื่องดาบและแคว้นศัตรู

จนถึงบัดนี้บาดแผลนั่น...ก็ยังไม่จางหายไป

“คนที่ฝากบาดแผลนี่ไว้ให้ ไม่รู้เป็นตายร้ายดีประการใด”

                ใช่...เป็นตายร้ายดีประการใดกัน

                กว่าสามสัปดาห์ถัดมาขบวนของ ‘อิทสึกิ โทชิยูกิ’ แห่งแคว้นซันนันก็มาถึง โคริจำได้ว่าคืนนั้นที่คฤหาสน์ของมิตสึฮิเดะคึกคักเป็นพิเศษเพราะนายหญิงผู้เป็นภรรยาหลวงของท่านแม่ทัพใหญ่ได้รับเกียรติให้ไปร่วมงานเลี้ยงรับรองด้วย ซึ่งก็เดาได้ว่าคงเพราะท่านหญิงผู้เป็นภรรยาของอิทสึกิ โทชิยูกิเองก็เข้าร่วมงานเช่นกันจึงเป็นกุศโลบายที่ต้องการให้ท่านหญิงเกิดความสบายใจที่มีสตรีมากมายในงานเลี้ยงรับรองด้วย

“คุณโคริรับน้ำชาเพิ่มไหมเจ้าคะ” หัวหน้าแม่บ้านเอ่ยถาม เป็นนางที่ยังคงอยู่เป็นเพื่อนโคริในค่ำคืนนี้ ส่วนคนรับใช้คนอื่นล้วนถูกเกณฑ์ไปทำงานที่เรือนใหญ่จนหมด

“ท่านควรจะไปอยู่รับใช้นายหญิงมากกว่านะขอรับ นางคงต้องการคนช่วยดูแลในคืนนี้” โคริบอกตามจริง ส่วนตัวเขานั้นอยู่คนเดียวแบบนี้ย่อมจะสบายใจกว่าด้วย

“ที่เรือนใหญ่มีผู้คนมากมายแล้วล่ะเจ้าค่ะ ว่าแต่คุณโคริไม่เป็นไรจริงๆนะเจ้าคะ”

“หืม?” เลิกคิ้วสงสัยแต่ไม่ได้พูดจาอะไรเป็นพิเศษ เขาคาดว่าหัวหน้าแม่บ้านคงจะพูดถึงเรื่องที่เกิดเมื่อเย็น “ข้าไม่ใส่ใจเรื่องนั้นหรอก อีกประการหนึ่ง นี่ก็หาใช่เรื่องที่จะต้องประชันขันแข่งกันเสียเมื่อไหร่”

                เมื่อเย็น ภรรยาของมิตสึฮิเดะถือโอกาสที่ฝ่ายสามียังไม่กลับมาหาเขาที่เรือนนี้ คราแรกก็คิดว่านางคงมีเรื่องด่วน แต่แล้วกลับกลายเป็นว่านางเพียงต้องการมาส่งข่าวว่าตัวนางในฐานะภรรยาเอกได้รับเกียรติให้ไปร่วมงานเลี้ยงรับรอง

                นางก็แค่ต้องการดูหมิ่นเขาที่มีฐานะเป็นแค่นางบำเรอในเรือนของโอคุระ มิตสึฮิเดะ

“ความคิดช่างสมเป็นคุณโคริจริงๆเลยนะ” ผู้ที่พูดขัดขึ้นคือชายหนุ่มที่กำลังหวดดาบไม้อยู่ในสวน เขาหยุดดาบก่อนจะหันหน้ามาจ้องโคริที่กำลังส่ายศีรษะอย่างระอา

“คุณชายโชสึเกะก็ไม่ควรหยุดฝึกกะทันหันนะขอรับ”

“ข้าก็แค่จะเตือนเท่านั้น ท่านแม่ไม่พอใจที่ท่านพ่อเข้าออกหาท่านทุกคืนเป็นว่าเล่น ก็มีแต่งานครั้งนี้นี่ล่ะที่ท่านแม่จะได้ออกหน้าออกตาเป็นภรรยาเอก”ฝ่ายเด็กหนุ่มอธิบาย ซึ่งนี่ก็หาใช่ความเห็นของเขาเพียงคนเดียว ไม่ว่าถามใครในบ้านนี้ก็ต้องคิดเช่นนี้กันทั้งนั้น

                หากคุณโคริเป็นผู้หญิง ป่านนี้ภรรยาหลวงคงคั่งแค้นยิ่งกว่านี้แน่...

“อย่างไรข้าก็ไม่ใช่ผู้หญิง จะในกรณีไหนก็น่าขันทั้งสิ้นนั่นล่ะ” โคริตอบอย่างเฉยชาและไม่ทุกข์ร้อน อันที่จริงตัวเขาไม่สมควรที่จะต้องมาแข่งกับสตรีในเรื่องนี้เลยเสียด้วยซ้ำ “ข้าตั้งท้องแข่งกับมารดาท่านไม่ได้หรอกนะ คุณชายโชสึเกะ” เขาพูดติดตลกแล้วก็ส่ายศีรษะอีกครั้ง

“แต่คนข้างนอกมองว่าท่านพ่อรักท่านยิ่งกว่าท่านแม่อีกนะ อีกอย่างตั้งแต่ท่านมาอยู่นี่ก็ไม่เคยก้าวขาออกนอกเรือนเลยนี่” ฝ่ายบุตรชายของท่านแม่ทัพว่าต่อ

“แล้วมันสำคัญกระนั้นหรือ” ไม่ใส่ใจและยังเอื้อมหยิบหนังสือขึ้นแทนการตัดบท แต่กระนั้นโชสึเกะกลับยังดูอยากจะพูดจาต่อ

“ทั้งสวยงามและเก่งกาจออกปานนี้ แต่ต้องมานั่งเหงาอยู่กับยายแก่ในยามค่ำคืนที่ผู้คนต่างสนุกสนานครึกครื้น น่าเสียดายๆ”

“ท่านโชสึเกะ!” เป็นเสียงของแม่บ้านใหญ่ที่ขึ้นเสียงห้ามปรามทันที แม้ว่านางจะเป็นคนรับใช้ แต่ก็ถือสิทธิที่เลี้ยงดูอีกฝ่ายมาแต่เล็กแต่น้อย การใช้วาจากับท่าทางของเขาเมื่อครู่นี้หากผู้ใดได้เห็นได้ยินเข้า คงจะเข้าใจว่าเขาคิดเกี้ยวพาคนของบิดาตนเองแน่ๆ

                ฝ่ายโครินั้นนั่งฟังอย่างสงบ ตั้งแต่สามสัปดาห์ก่อนหลังจากที่โชสึเกะพ่ายแพ้เขาในการประลอง ในคราแรกเขาคิดไปว่าเด็กหนุ่มอาจจะโกรธจนชิงชังเขามากขึ้น แต่การกลับเป็นว่าโชสึเกะมาพบเขาในวันรุ่งขึ้น และขอให้เขาช่วยสอนวิชาดาบให้

                แน่นอนว่าโคริปฏิเสธ การที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนในบ้านนี้เป็นสิ่งที่เขาคิดจะหลีกเลี่ยงแต่แรกแล้ว  หากถึงขนาดต้องสอนวิชาให้บุตรของมิตสึฮิเดะ นี่ก็ค่อนข้างจะเป็นการแบไพ่ในมือของตนเองให้อีกฝ่ายล่วงรู้จนเกินไป

แต่แล้วเรื่องที่ไม่คาดคิดยิ่งกว่า ก็คือการที่ถูกมิตสึฮิเดะขอร้องกึ่งยัดเยียด ฝ่ายโชสึเกะเองก็ดูเหมือนจะลดทิฐิที่มีต่อเขาลงอย่างรวดเร็วถึงขนาดยอมคุกเข่าให้ ขนาดนี้แล้วหากเขายังไม่รับปากก็จะกลายเป็นเจตนากลั่นแกล้งแทน

ตอนนี้จึงกลับกลายเป็นว่า นอกจากริวโนสึเกะที่มักแวะมาเยี่ยมเยียนเขาแล้วก็ยังมีโชสึเกะอีกคนหนึ่งที่เข้าออกที่นี่ แน่นอนว่าต้องอยู่ในสายตาของหัวหน้าแม่บ้าน

“ทั้งท่าน ทั้งท่านริวโนสึเกะ จะทำให้คุณโคริลำบากใจทั้งคู่ ช่างเป็นอาหลานที่ไม่รู้คิดเสียจริง” นางว่าต่อ เหตุเพราะในสายตาของนาง คุณโคริไม่ได้ใช้ชีวิตออกนอกลู่นอกทางนัก เขามักใช้เวลาอ่านหนังสือหรือไปโรงฝึกในยามบ่าย บางทีก็นั่งชมสวนดื่มชาอยู่เพียงลำพัง จะมีก็แต่ริวโนสึเกะกับโชสึเกะที่มักแวะเวียนมาเองเท่านั้น

                และแต่ละคนเมื่อแวะมา ก็จะอยู่ยาว หากนางไม่ไล่หรือนายท่านมิตสึฮิเดะไม่กลับมา ก็จะต่างรั้งรออยู่เป็นเวลานานจนมืดค่ำ ก็เหมือนคืนนี้ที่คุณชายโชสึเกะยังไม่ยอมเลิกลากลับเรือนไป

“ข้ามาซ้อมดาบจะผิดอะไรกัน คนที่ขยันหาข้ออ้างแวะมาที่นี่ก็เห็นจะมีแต่ท่านอานั่นล่ะ” ว่าพลางก็กลับไปซ้อมหวดดาบเช่นเคย “ข้าน่ะขยันซ้อมดาบหรอกนะ จะได้ก้าวข้ามท่านพ่อกับท่านอาไปได้ไวๆไงล่ะ ดีใช่มั้ยล่ะ คุณโคริ” ว่าพลางขยิบตาส่งยิ้มหวานให้

“คงเป็นเช่นนั้น” โคริยิ้มให้กับโชสึเกะในที่สุด

                และนั่นก็คือสิ่งที่โชสึเกะรอมาตลอดวัน

                สำหรับโชสึเกะแล้วมันควรเป็นเรื่องน่าอายที่เขาพ่ายแพ้ให้แก่คนที่เขาเรียกเป็นนางบำเรอของบิดา และยังดูถูกดูแคลนเสียมากมาย แต่ครั้นต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูปเข้าจริง เขากลับทำใจได้โดยใช้เวลาไม่นานนัก

                คนที่เก่งกาจถึงเพียงนี้ แต่กลับต้องลดตัวลงมาใช้ชีวิตตกต่ำเป็นโสเภณี และยังถูกซื้อมาเป็นนางบำเรอของบิดา นั่นย่อมหมายถึงมีเหตุผลซับซ้อนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง แน่นอนว่าโชสึเกะไม่กล้าถามบิดาตนเองโดยตรง จึงนำไปพูดคุยกับริวโนสึเกะผู้เป็นอาแทน

                คำตอบของริวโนสึเกะทำให้เขายิ่งต้องครุ่นคิด...

“ไม่มีใครที่จะโชคดีได้รับสิ่งที่ดีที่สุดตลอดไปหรอกนะ”                

                ในที่สุดโชสึเกะจึงเข้าใจว่าตนเองนั้นเป็นคน ‘โชคดี’ มากมายเพียงใด และเปลี่ยนความคิดที่เขามีต่อโคริไปโดยสิ้นเชิง ในทางตรงกันข้าม เขาเริ่มมองเห็นความดีบางอย่างในตัวคนตรงหน้าเขา

                โคริผู้งดงามแต่ไม่ปรารถนาสิ่งใดเลยสักอย่าง ใช้ชีวิตเรียบง่ายและไม่มีปากเสียงต่อสิ่งใดหรือผู้ใด คนผู้นี้เดิมที...เป็นคนเช่นใดกันแน่

                ค่ำคืนนั้นควรผันผ่านไปอย่างสงบ โชสึเกะกลับไปก่อนเที่ยงคืน ส่วนหัวหน้าแม่บ้านพอส่งโคริเข้านอนแล้วก็แยกย้ายไป ทุกอย่างเสมือนเช่นวันปกติไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง

                กระทั่งย่างเข้าเกือบตีสามที่โคริพลันสะดุ้งตื่น เขามั่นใจว่าตนเองได้ยินเสียงกรีดร้อง และที่มากกว่านั้นก็คือเขาได้กลิ่นคาวเลือดที่ลอยลมมาอย่างรุนแรง

“นี่อะไรกัน...” คว้ากิโมโนมาคลุมร่าง ก่อนจะหยิบเอาดาบไม้ขึ้นมากระชับไว้ที่มือ มีบางสิ่งผิดปกติ ผิดปกติเอาเสียมากๆ

                โคริเปิดประตูออกไปที่ระเบียงชาน และยิ่งรู้สึกถึงเสียงกรีดร้องที่แว่วมาตามลม แน่แล้ว นี่เป็นเสียงที่มาจากนอกกำแพงของคฤหาสน์ ไม่ห่างออกไปจากที่นี่นัก

“นี่มัน...เสียงภรรยาของมิตสึฮิเดะ” สะดุ้งขึ้น และรีบถลาออกมาจากเรือน เขากระโดดปีนขึ้นบนต้นไม้ และไม่รอช้าที่จะกระโดดข้ามพ้นกำแพงออกไปโดยง่ายดายโดยไม่แม้เพียงจะชั่งใจคิดถึงผลดีร้ายที่จะติดตามมา

                ในขณะเดียวกัน ทางฝ่ายของมิตสึฮิเดะเองก็พบกับสิ่งที่ไม่คาดคิดเช่นกัน เขาเพียงแต่จะมาส่งภรรยาที่บ้านเพื่อจะกลับไปเข้าเวรร่วมกับพวกริวโนสึเกะที่ปราสาทท่านเจ้าเมือง  แต่กลับกลายเป็นว่ามีกลุ่มคนที่ดักโจมตีเขากับภรรยาอยู่

“พานายหญิงหนีไป!” มิตสึฮิเดะตะโกน แต่กลับกลายเป็นว่ายากที่จะมีใครสามารถทำตามคำสั่งของเขาได้ เมื่อพวกคนร้ายในชุดดำปิดหน้าปิดตาเหล่านี้มากันหลายสิบคน ทั้งยังเคลื่อนไหวว่องไวมากฝีมือจนเรียกได้ว่าร้ายกาจเกินจะเป็นโจรสามัญ

“กรี๊ดดดดด!!!!” เสียงกรีดร้องของภรรยาทำให้มิตสึฮิเดะรู้สึกหนักใจมากยิ่งขึ้น  ลำพังตัวเขาคนเดียวยังพอเอาตัวรอดหนีไปได้ แต่ทั้งขบวนมีเพียงภรรยาและคนรับใช้ หาใช่กองทหาร จะหนีไปจากสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างไรกัน

“ชีวิตเจ้าขอให้กับพวกเราเถอะ! โอคุระ มิตสึฮิเดะ!!” ฝ่ายตรงข้ามประกาศก้อง ในขณะที่ฟาดคมดาบปะทะกับดาบของมิตสึฮิเดะ ประกายดาบคมกริบ ทั้งยังเคลื่อนไหวรวดเร็วแม่นยำ

“พวกเจ้าเป็นใครกัน!”

“ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก!”

                ขณะนั้นเองที่เสียงกรีดร้องของภรรยายิ่งดังขึ้น พอหันไปก็เห็นว่านางกำลังจะถูกคมดาบฟันที่กลางศีรษะ ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่รอช้า เขาสะบั้นดาบฝ่ายตรงข้ามจนหักและกระโดดเข้าไปกลางวงศัตรูที่ห้อมล้อมภรรยากับหญิงรับใช้ ก่อนที่จะฟันเข้าที่ข้อมือศัตรู ตัดจนขาดและเลือดแดงพลันพรั่งพรูสาดกระเซ็น

“ท่านพี่เจ้าคะ!” เอื้อมมือยึดยื้ออีกฝ่ายไว้ด้วยความหวาดกลัว

“ถอยไป คานาโกะ!” ตะโกนบอก และตอนนั้นเองที่ศัตรูสามคนพลันกลุ้มรุมเข้ามา มิตสึฮิเดะเองก็ลื่นเสียหลักจากการพยายามปัดป้องภรรยา

“ตาย!!!”

                วินาทีนั้นที่แม่ทัพใหญ่ของคามินาริเกือบจะพลาดพลั้งให้กับกลุ่มมือสังหารนิรนาม กลับมีใครบางคนที่กระโดดเข้ามารับคมดาบแทนเขา คนผู้นั้นใช้เพียงดาบไม้ฟาดเข้าใส่ลำคอของมือสังหารตรงหน้า ก่อนจะใช้ปลายเท้าเตะเอาดาบของคนรับใช้ที่ขาดใจตายตรงหน้าขึ้นมากระชับถือไว้

“ค...” มิตสึฮิเดะแทบไม่เชื่อสายตาที่คนผู้นี้ปรากฏตัวขึ้น คืนเดือนมืดเช่นนี้ทำให้มองหน้าคนผู้นี้ไม่ถนัดนัก แต่มิตสึฮิเดะมั่นใจว่าเขาไม่มีทางจะจดจำได้ผิดพลาด

“ถอยไป!” คนผู้นั้นสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

คนๆนั้น ไม่สิ ‘โคริ’ บอกกับมิตสึฮิเดะ เขากระชับดาบในมือซ้ายของเขาพลางกวาดสายตามองศัตรู และก็รู้ได้ในทันทีว่าคนเหล่านี้เก่งกาจพอตัว แต่กระนั้นที่ริมฝีปากก็อดที่จะแสยะยิ้มออกมาด้วยความเคยชินไม่ได้

“รีบหนีไป หากไม่อยากตายหมู่กันที่นี่!” โคริตวาดสั่งอีกครั้งก่อนจะจับอาวุธสังหารที่มือซ้ายแน่นด้วยหัวใจที่ลิงโลดจนสั่นระริก

“เจ้า!” ฝ่ายมิตสึฮิเดะเองอยากจะตะโกนบอกกลับด้วยความห่วงใย แต่ทั้งพูดชื่ออกไปไม่ได้ และทั้งไม่อาจทิ้งภรรยาในอ้อมแขนไปได้ด้วยเช่นกัน สิ่งที่เขาทำได้มีแต่รีบกระชากแขนของภรรยาให้ถอยหนี

                ฝ่ายโคริเมื่อเห็นมิตสึฮิเดะถอยออกไปแล้วก็พลันหัวเราะเบาขึ้นตามความเคยชินในอดีต เขาจ้องไปยังศัตรูที่ตอนนี้ราวกับกำลังคิดประเมินตัวเขา ดวงตาสีดำของชายหนุ่มเป็นประกายวาวโลด ทั้งรอยยิ้มก็เฉิดฉายอย่างงดงามที่สุดในสายตาของผู้มอง แต่กระนั้นริมฝีปากบางที่สวยงามดุจกลีบดอกไม้นั่นกลับเอื้อนเอ่ยวาจาที่ชวนขวัญผวา

“ส่วนพวกเจ้า” โคริกระชับดาบมั่น รู้สึกมั่นคงมากยิ่งขึ้นเมื่อได้มีอาวุธมีคมในมือข้างที่ตนถนัด “หากอยากจะตายเป็นผีไร้หัว ก็จงเข้ามา!”

                พริบตานั้นเองที่มิตสึฮิเดะเห็นโคริหายไปจากสายตาของเขาชั่วขณะ และทันทีที่รู้ตัวเลือดสดๆปริมาณมากก็กระเซ็นสาดต้องกิโมโนของภรรยาจนนางต้องกรีดร้องลั่น ศีรษะศัตรูกลิ้งอยู่บนพื้นหนึ่งหัว...

“กรี๊ด!!!!!” โอคุระ คานาโกะกรีดร้องลั่น สิ่งที่นางทำได้มีเพียงการยึดยื้อสามีไว้เท่านั้น

“...” ในขณะเดียวกันมิตสึฮิเดะกลับยังรีรอ สิ่งที่เขาอยากทำที่สุดในเวลานี้หาใช่การพาภรรยาหนีจากไป แต่ว่า...

                แต่ว่า...

“หนีไป!” เสียงของโคริตะโกนแหวกผ่านอากาศและคาวเลือดเข้าหูเรียกสติของมิตสึฮิเดะให้กลับมาอีกครั้ง หากเขากับคานาโกะยังยืนอยู่ตรงนี้ โคริต่างหากที่จะลำบากที่สุด “เร็วสิ!”

“ระวังตัวด้วย!!” มิตสึฮิเดะตะโกนกลับ พลางกระชากลำแขนของภรรยา และร้องเรียกคนรับใช้ที่ยังมีลมหายใจให้วิ่งฝ่าตามเขาออกไปจากสมรภูมิรบขนาดย่อม

“เข้ามา!”

ยังคงเป็นโคริที่โจมตีพุ่งเข้าใส่มือสังหารอย่างไม่เกรงอันตราย  ปัดป้องผู้คนในขบวนของตระกูลโอคุระให้หลบหนีไป โชคดีว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาได้มีเวลาฝึกฝนตนเอง ตอนนี้ ในยามที่ได้กลับมาจับคมดาบอีกครั้ง มันจึงทั้งมั่นคงและแสนคะนึงหา

“ฮึ่ย!!”แต่กระนั้นแม้จะเก่งกาจราวเทพอสูร แต่เขาก็มีตนเองเพียงลำพัง จึงพลั้งถูกฟันเข้าที่แขนขวาจนเลือดอาบลงมา

                ทว่า คาวเลือดกลับยิ่งทำให้โคริรู้สึกคลุ้มคลั่ง ความรู้สึกเดิมๆที่จางหายไปกลับฉายชัดในแววตา

“เอาสิ! มาดูกันสิว่าข้าจะฆ่าพวกเจ้าได้กี่คนกัน!” แผดเสียงและใช้มือขวาคว้าดาบจากกองซากศพขึ้นถือไว้ ยามนี้เขามีดาบสองเล่มในมือ และกำลังกวัดแกว่งมันพุ่งเข้าหาศัตรูอีกครั้ง! 

“จ เจ้าเป็นใครกัน!” ฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนจะตกใจกับเพลงดาบที่บ้าคลั่งและเฉียบคมของชายหนุ่มนิรนามผู้นี้ คนผู้นี้ไม่เพียงถนัดมือซ้ายอย่างนอกรีตนอกรอยจนจับวิถีดาบไม่ได้ แต่ยังแกร่งถึงขนาดใช้ดาบสองมือโต้กลับ ฟาดฟันสังหารหมายตัดคอศัตรูจนล้มกลิ้ง

                ฝีมือยอดเยี่ยมเช่นนี้ทั้งแผ่นดิน...จักมีสักกี่คนกัน

 “คนตายน่ะ ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก!” โคริว่าพลางสะบั้นคมดาบสุดท้ายลงกลางศีรษะศัตรูจนโลหิตทะลักพุ่งอาบร่างของตนเอง  

                ค่ำคืนนั้นจบลงที่มีคนรับใช้ของมิตสึฮิเดะไปแจ้งให้ริวโนสึเกะทราบ แต่ครั้นพอท่านองครักษ์มาถึงที่เกิดเหตุกลับพบเพียงเศษซากร่างมนุษย์ที่โลหิตอาบท่วม สีแดงเจิ่งนองพื้นและกำแพง อาบย้อมด้วยกลิ่นคาวที่ฉุนจมูกจนแสบร้อน

ริวโนสึเกะเพียงกวาดสายตาดูก็รู้ว่านี่ย่อมไม่ใช่ฝีมือของพี่ชายตน ผู้ลงมือสังหารคนร้ายเหล่านี้ทั้งเหี้ยมโหดและใจเย็นอย่างฉกาจ ทุกคมดาบฟาดฟันหมายเอาชีวิต ซึ่งนี่...

“นี่มัน ยิ่งกว่าที่ข้าคาดเอาไว้เสียอีก...” ริวโนสึเกะบอกกับตนเอง ทั้งหวั่นไหวและสับสน

                ดอกไม้งามที่ถือศาตราในมือนั่น น่าเกรงขามจนสะท้านไหว

 

                .............................................................

 

                ริวโนสึเกะเคยถามโคริว่า หากว่าเขามีวิชาดาบที่เก่งกาจ มีความรู้มากมายถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงไม่หนีไป และหลบไปใช้ชีวิตอย่างสงบ

                ไม่ต้องทนทุกข์ให้ผู้คนเหยียดหยามในสำนักนางโลม ไม่ต้องถูกขืนบังคับให้ขายร่างกายตนเองให้กับบรรดาคนที่เขาเกลียดชังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คำตอบที่เขาได้ก็คือ...มันเป็นไปไม่ได้

                หากถอยหลังก็คือความตาย เดินหน้าก็คือความอับอาย ไม่ว่าจะเลือกสิ่งใดก็ล้วนแต่รู้สึกผิดทั้งนั้น

                การที่ใช้ชิวิตอย่างอับจนหนทางสำหรับโคริ ดุจราวกับว่าเป็นหนทางไถ่บาปสำหรับตัวของเขาเองกระนั้น

“รู้สึกยังไงบ้าง” ริวโนสึเกะถามในคืนวันที่สี่ที่เขาลอบเข้ามาเยี่ยมเยียนโคริ จากเดิมที่มีสภาพกึ่งเป็นกึ่งตาย ตอนนี้ก็กลับมาตีสีหน้าเฉยชาได้บ้างแล้ว

“ข้าไม่เป็นไรแล้ว” เขาตอบเช่นนั้น หากแต่ก็ยังนั่งกึ่งนอนอยู่บนฟูกเช่นเคย

“ไม่เป็นไรงั้นหรือ ดูเจ้าเถอะ ทำสีหน้าราวกับจะตายเสียให้ได้อย่างนั้น” ส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยนพร้อมกับลูบศีรษะปลอบโยน ดูเช่นนี้แล้วราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงหนุ่มน้อยที่ไร้พิษสงเท่านั้น

“ก็ถือว่าตายไปแล้วจริงๆ” อีกฝ่ายเพียงแต่แค่นยิ้มและปล่อยให้ริวโนสึเกะกอดเขาไว้หลวมๆ ทั้งที่ยังคงรู้สึกเจ็บที่กลางทรวงอก ทั้งที่ยังคงถามตนเองถึงเรื่องราวต่ำช้าที่เกิดขึ้น

ศักดิ์ศรีที่หายไป...ก็เหมือนกับว่าตัวเขาได้ตายไปแล้วจริงๆนั่นล่ะ

“โง่จริงๆ” ผู้ปลอบประโลมส่ายศีรษะอย่างระอาก่อนจะค่อยๆเอื้อมมือไปกุมมือที่เยียบเย็นของโคริไว้ เขาแค่ต้องการจะบอกกล่าวว่าตัวเขานั้นยังคงอยู่เคียงข้างและจะไม่ทอดทิ้งจากไป “ต่อหน้าข้า เจ้าจะแสร้งใจแข็งไปทำไมกัน” ริวโนสึเกะยังคงยิ้มให้อย่างใจเย็นและขี้เล่นเช่นเคย

“...”

“ถึงจะไม่วางใจข้า แต่อย่างน้อย เจ้าก็รู้ว่าข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า” จุมพิตลงบนหน้าผากมนและยิ่งกระชับร่างที่สั่นเทิ้มน้อยๆไว้ในอ้อมแขน

                ไม่เพียงไม่ทำร้าย แต่ตั้งแต่สี่คืนก่อนที่เห็นสภาพของโคริ เขาก็ให้สัญญากับตนเองแล้วว่าจะปกป้องและดูแลจนถึงที่สุด แม้ว่าไม่อาจครอบครองเป็นเจ้าของ แต่ก็จะอยู่ข้างๆเช่นนี้

                นี่จะใช่สิ่งที่เรียกว่า ‘ความรัก’ หรือไม่เขาไม่ทราบ รับรู้แต่เพียงว่า เขาไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าโคริผู้นี้จะเป็นทหารหนีทัพ เป็นโสเภณีที่ขายร่างกายตนเองบำเรอผู้อื่น เป็นฆาตกรเลือดเย็นที่ฆ่าคนอย่างไร้ปรานี

                ไม่ว่าคนในอ้อมแขนนี้จะเป็นใครก็ตาม ไม่ว่าร่างกายนี้จะแปดเปื้อนหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าสองมือนี้จะอาบย้อมไปด้วยโลหิตของผู้ใดหรือไม่ก็ตาม

                มัน...ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว

“คืนพรุ่งนี้ ท่านไม่ต้องมาหรอกนะ” โคริเอ่ยปากพูดขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเขาเย็นชาและคลับคล้ายทอดอาลัย

“เจ้าหมายถึง...” ริวโนสึเกะเองก็พอจะคาดเดาต้นสายปลายเหตุได้

“ฮิเดโยริ...น้องชายของท่านเจ้าเมือง บอกกับอาคาเนะซังว่าจะมาเป็นแขก” ตอบเสียงเรียบ ทั้งยังรู้สึกแสบชาที่ปลายลิ้น ตอนนี้โคริเข้าใจแล้วว่าตนเองเลือกชะตากรรมแบบไหน และเขากำลังจะใช้ชีวิตเช่นใด แต่อย่างน้อยคนที่เขาต้องอยู่ด้วยในคืนพรุ่งนี้ก็ไม่ใช่มิตสึฮิเดะ

                ทว่า การที่ต้องเอ่ยปากบอกริวโนสึเกะ การที่ต้องบอกคนผู้นี้ว่าเขากำลังจะไปมีสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินทอง กลับเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกปวดใจจนน้ำตาแทบจะไหลลงมาอีกครั้ง

                ทำไม ทำไมจึง...เจ็บปวดเช่นนี้

“นั่นสินะ...” เป็นฝ่ายริวโนสึเกะที่ยิ้มอย่างขมขื่น เขาพลันรู้สึกว่าตนเองนั้นไร้สามารถ แม้บอกว่าจะอยู่เคียงข้าง หรืออยากปกป้องดูแล แต่ในความเป็นจริง เขาก็ต้องปล่อยโคริให้ไปอยู่ในมือของคนอื่นอยู่ดี

ทั้งพี่ชาย ทั้งเจ้านาย สถานะของเขาช่วยโคริจากอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง

“ริว...”

“คนๆนั้นอารมณ์ร้าย เจ้าต้องระวังตัว” เขาเตือน และยังคงฝืนยิ้มได้อย่างงดงามมีเสน่ห์นัก

“คนชั้นสูงก็อารมณ์ร้ายกันทุกคนนั่นล่ะ” โคริยิ้มและแสร้งทำเป็นขบขันก่อนจะเอนศีรษะซบลงกับบ่าของริวโนสึเกะอีกครั้ง หากเลือกได้ เขาเองก็ปรารถนาที่จะให้คนที่กอดเขามีเพียงแต่ชายผู้นี้เท่านั้น แต่ก็นั่นล่ะ เมื่อได้ชื่อว่าเป็นคนขายบริการแล้ว เขาจะสามารถเลือกอะไรได้อีกเล่า

                แรกเริ่มเดิมที การฆ่าคนก็ใช่ว่าปรารถนาจะฆ่า แล้วนับประสาอะไรกับการร่วมหลับนอนกับคนที่ตนไม่พึงใจ บางทีหากทำใจเช่นนี้ได้ หลังจากนี้ก็คงไม่มีสิ่งใดให้ต้องหลั่งน้ำตาอีก

                การวิ่งหนีไปจากปัญหาอาจเป็นเรื่องง่าย แต่หากละทิ้งไปแล้ว คนที่อยู่เบื้องหลังจะทำเช่นใด อาคาเนะซังเล่า นางดีต่อเขาและคิดเพื่อเขาถึงเพียงนี้ จะให้ทรยศนางเฉกเช่นที่ผู้อื่นได้เคยกระทำกับเขาเช่นนั้นหรือ

                แล้วยัง...

“ตอนนี้อาจจะต้องอดทน แต่ข้าคิดว่าหากโชคดี เจ้าอาจจะได้กลับบ้าน” ริวโนสึเกะเปลี่ยนเรื่องพูด เขาคาดเอาว่านี่จะเป็นข่าวดีสำหรับอีกฝ่าย

“กลับบ้าน?” นึกสงสัยในถ้อยคำนั้น

“คงจำคืนที่ท่านพี่ไม่ได้มาหาเจ้าตามสัญญาได้สินะ ตอนนี้ได้ข้อสรุปแล้ว ข้าจะบอกเจ้า อีกไม่นานคามินาริกับซันนันจะทำสนธิสัญญาสงบศึกที่ชายแดนกัน” สองแคว้นจะไม่ต้องรบรากันอีก และโคริก็อาจสบโอกาสหนีกลับไปยังบ้านเกิดได้ ด้วยความสามารถของเขาย่อมไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

“สนธิสัญญา...” พึมพำคำนั้นแล้วก็พลันรู้สึกคลื่นไส้หายใจไม่ออกขึ้นมา

“เจ้าเมืองคนใหม่ของแคว้นเจ้า ก็จะจัดงานเฉลิมฉลองโดยจัดงานมงคลสมรสให้บุตรชายท่าน ท่านฮิเดโยริก็จะไปร่วมงานสมรสที่ว่านั่นด้วย”

“สมรส...กับใครรึ...” เสียงหัวใจเต้นระทึกราวกลองรัวพร้อมกับภาพโศกนาฏกรรมที่กลับมาหลอกหลอนอีกครา

“เห็นว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน รู้สึกจะชื่อ...อืม...อิทสึกิ ชิ...ชิ อะไรนะ”

“ชิ...นัตสึ”

“!”

“นั่น คือชื่อของนางใช่ไหม...” เสียงของโคริสั่นเล็กน้อยยามเอ่ยชื่อนั้น และแม้ริวโนสึเกะเพียรจะปฏิเสธ แต่เขาก็นึกขึ้นได้จริงๆว่านั่นคือชื่อของหญิงนางนั้น

                และตอนนั้นเองที่โคริพลันเอนศีรษะซบลงในอ้อมแขนของริวโนสึเกะอีกครั้ง เขาหัวเราะเบาขึ้น เสียงหัวเราะเบาที่ค่อยๆกลับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงดังที่บาดหัวใจของริวโนสึเกะ เหตุเพราะนั่นหาใช่การหัวเราะ แต่มันเป็นเสียงร่ำไห้ต่างหาก เสียงที่เชือดเฉือนกรีดยับลงบนหัวใจ เสียงที่สะท้านไหวแหบเครือและเปี่ยมไปด้วยความโศกสลด

มันคลับคล้ายกับว่าไม่มีสิ่งใดที่จะน่าขันจนต้องเศร้าเสียใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว

                ทั้งสับสน ทั้งปนเป ทั้งไม่รู้ว่ามันหมายความถึงสิ่งใด

                ริวโนสึเกะทำได้เพียงแต่นั่งนิ่งและกอดกระชับร่างที่สั่นเทานั้นไว้ในอ้อมแขน เขาคิดที่จะปลอบโยน แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะปลอบโยนในเรื่องใด บ้านเกิดจะสงบสุข สงครามจะยุติ การกลับบ้านก็ดูมีหนทางราบรื่น แต่กระนั้นโคริกลับดูเจ็บปวดกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

                ความโศกสลดที่มีเพียงเจ้าตัวเพียงคนเดียวที่รับรู้

                ความปวดร้าวที่มีเพียงตนเองที่แบกรับไว้

                นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ริวโนสึเกะพูดเรื่องเกี่ยวกับการกลับบ้านของโคริ...

                  คืนถัดมา โคริก็กลับมาทำงานตามปกติอย่างที่ได้พูดไว้ ริวโนสึเกะได้เห็นเขาในช่วงหัวค่ำ และได้เห็นฮิเดโยริที่ยกทองคำมากมายมาให้อาคาเนะซังเพื่อขอซื้อตัวของโคริหนึ่งคืน ไม่ให้น้อยหน้ากว่าที่มิตสึฮิเดะได้จ่ายไป

คนภายนอกคงไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮิเดโยริถึงต้องทุ่มเททองคำเพียงเพื่อนางโลมที่มิตสึฮิเดะได้ประมูลคืนแรกไปแล้วมากมายถึงเพียงนี้

แต่ริวโนสึเกะทราบดีว่านี่ย่อมเป็นเรื่องของหน้าตาโดยแท้ ถูกพี่ชายของเขาหักหน้าไปจากการประมูลไม่ใช่เรื่องที่ฮิเดโยริผู้เป็นคู่แข่งทางการเมืองน่าจะชอบใจนัก คราวนี้เขาจึงวางแผนที่จะเททองคำทับศักดิ์ศรีของโคริ เพียงเพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่าตัวเขานั้นทั้งใจกว้างและยังร่ำรวยไม่แพ้ท่านแม่ทัพใหญ่

ผู้มีอำนาจทางการเมืองสองคนต่อสู้กันโดยใช้ทองคำหลายสิบหีบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นเครื่องมือ...ช่างน่าขันนัก

ทว่า ก็อย่างที่อาคาเนะซังคาดการณ์ไว้ ไม่ว่าใครจะหักหาญกันด้วยเงินทองหรือหน้าตาทางสังคมอย่างไร แต่คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดก็คือโคริ เพราะจากเรื่องราวในคืนนั้นเองจึงกลับกลายเป็นว่าแขกคนที่สองของโคริคือน้องชายของท่านเจ้าเมือง

                ริวโนสึเกะต้องยอมรับว่าอาคาเนะซังนั้นฉลาดเฉลียวนัก ทั้งยังเอ็นดูโคริออกนอกหน้า นางจัดให้พี่ชายของเขาใช้ทรัพย์สมบัติมากมายซื้อตัวโคริด้วยราคาที่แพงที่สุด และเสนอโคริให้กับน้องชายท่านเจ้าเมืองเป็นแขกคนที่สอง

                ก็ในเมื่อโคริรับแขกเฉพาะชนชั้นสูงขนาดนี้แล้ว ผู้ใดจะกล้าเข้ามาขอซื้อตัวเขาในราคาต่ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเศรษฐีใหม่กับขุนนางระดับล่าง ยากนักที่จะให้โคริลดตัวมารับใช้

                อย่างที่เคยว่าไว้ เพียงขอให้โคริรินสาเกให้แม้เพียงจอก ยังแพงมากราคากว่าซื้อตัวนางโลมร่วมหลับนอนด้วยตลอดคืน หากแต่ตัวโคริเองจะยินดีกับเรื่องนี้หรือไม่นั้น...ริวโนสึเกะย่อมทราบดี

“ตัดแขนขาตนเอง ต้อนตนเองให้จนมุม ทำลายแม้แต่อนาคตและอิสรภาพของตนเอง เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ โคริ” นั่นคือสิ่งที่ริวโนสึเกะตั้งคำถาม แต่เขาย่อมรู้ว่าจะไม่มีวันได้มาซึ่งคำตอบ

                นกที่มีปีกแต่กลับทำร้ายปีกที่ควรสยายงามงดของตนเองให้ฉีกขาดอาบโลหิต เจ้านกน้อยที่แววตาชืดชาหมดอาลัยในชีวิตนั่น...คิดอะไรอยู่

                ท้ายที่สุดจวบจนโคริถูกพาตัวเข้ามายังคฤหาสน์ของตระกูลโอคุระ

                ริวโนสึเกะก็ยังคงไม่ได้คำตอบนั้น...

 

จบตอน
 
 
หลังจากนี้เข้าสู่ช่วงหลังของเรื่องแล้วเจ้าค่ะ

Comment

Comment:

Tweet